5 Reasons No Pork on FTA Thai EU
สมาคมผู้เลี้ยงสุกรสรุป 5 ประเด็นไม่มีเหตุผลในการเปิดการเจรจาสินค้าสุกรกรณี FTA Thai-EU
24 สิงหาคม 2569 กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศประชุม คลัสเตอร์ กับ ผู้เลี้ยงสุกร รับฟังข้อมูลการผลิตการตลาด ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะกรณีการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป
นายจิรัตถ์ อิศรางกูร ณอยุธยา สำนักเจรจาการค้าสินค้า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธานการประชุม โดยมีนายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติร่วมเข้าประชุม พร้อมด้วยกรรมการสมาคมฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องรวม 30 ท่าน
นายสัตวแพทย์เกียรติภูมิ พฤกษะวัน เลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ได้นำเสนอข้อมูลการผลิตและการตลาดการเลี้ยงสุกรตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน มีผลขาดทุนต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปี ต่อเนื่อง 7 เดือนแรกของปี 2569


โดยประเมินเป็นการขาดทุนทั้งระบบปี 2566 จำนวน 21,415 ล้านบาท 2567 จำนวน 8,660 ล้านบาท 2568 จำนวน 6,623 ล้านบาท โดย 7 เดือนแรกของปี 2569 ยังคงขาดทุนต่อเนื่องโดยเริ่มมีกำไรในเดือนสิงหาคม 2569 ที่เกินกว่าต้นทุนมาระดับประมาณ 2-3 บาทต่อกิโลกรัม

โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นตัวเลขการเคลื่อนไหวราคาสุกร ต้นทุน จำนวนสุกรเข้าฆ่า การส่งออก เป็นรายเดือนที่เป็นข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ ส่วนต้นทุนเป็นข้อมูลของคณะอนุการผลิตสุกร หรือที่เรียกสั้นๆว่าต้นทุนสศก. โดยราคาจำหน่ายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มอิงข้อมูลที่เก็บโดยกรมการค้าภายใน โดยข้อมูลที่นำเสนอจะเห็นช่องว่างระหว่างต้นทุนกับราคาที่เกษตรกรขายได้อย่างชัดเจนว่า 3 ปีที่ผ่านมามีผลขาดทุน โดยสาเหตุหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีราคาสูงมาก โดยสูงขึ้นเกินกว่า 90 บาทต่อกิโลกรัมในช่วงปี 2565 ถึง 66 ในขณะที่ปีปัจจุบันต้นทุน 4 ไตรมาสย้อนหลังจะอยู่ในช่วง 65-72 บาทต่อกิโลกรัม

โดยข้อมูลนำเสนอราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มวันพระล่าสุดที่ 21 สิงหาคม 2569 เริ่มมีกำไรในระดับราคาทั้งประเทศที่ 74-78 บาท

ในช่วงปี 2565 ที่ต้นทุนการเลี้ยงสุกรของไทยอยู่ในระดับประมาณ 90-96 บาทต่อกิโลกรัม ต้นทุนการผลิตสุกรในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปอยู่ในระดับ 52-64 บาทต่อกิโลกรัม ประกอบไปด้วยเยอรมัน 64 บาทต่อกิโลกรัม เนเธอร์แลนด์ 61 บาทต่อกิโลกรัม สเปน 58 บาทต่อกิโลกรัม และประเทศเดนมาร์ก 52 บาทต่อกิโลกรัม โดยมีต้นทุนอยู่ระหว่าง 60 - 65% ของต้นทุนการผลิตในประเทศไทย

ในส่วนของวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นปัญหาอย่างมากกับกลุ่มภาคปศุสัตว์ ที่เห็นได้ชัดจะอยู่ในกลุ่มของพืชพลังงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะมีความแตกต่างจากราคาในตลาดชิคาโก มีตั้งแต่เกินกว่า 2 เท่าในบางช่วงโดยปัจจุบันข้าวโพดในประเทศเริ่มอ่อนตัวสูงกว่าตลาดชิคาโก้ประมาณ 40% กับสารพัดมาตรการของภาครัฐ โดยในประเด็นดังกล่าวกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรไทยไม่เห็นด้วย กับ การสร้างภาระให้ภาคปศุสัตว์ ไปประกันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เท่ากับเอาการขาดทุน (3 ปีต่อเนื่อง) และสร้างภาระหนี้ไปประกันราคาให้ผู้รวบรวม รัฐต้องนำงบประมาณแผ่นดินมาประกันราคา จะเหมาะสมกว่า
ในกลุ่มพืชโปรตีนมีความแตกต่างจากราคาในตลาดชิคาโก 5-6 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงเกิน ทั้งๆ ที่โรงงานสกัดน้ำมันไม่มีค่าใช้จ่ายจริงในการนำเข้าที่เกิดขึ้น มีแต่ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าเม็ดถั่วเหลือง ที่นำมาคำนวณกำหนดราคาจำหน่ายในเขตกรุงเทพฯ ทั้งค่า Freight และค่าขนส่งจากท่าเรือมาโรงงาน ที่อยู่ในระดับไม่เกิน 2 บาทต่อกิโลกรัม แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการสกัดน้ำมันอื่นๆ ก็เป็นต้นทุนของการสกัดน้ำมันถั่วเหลือง
เพราะราคากากถั่วเหลืองที่กำหนดในตลาดกรุงเทพมหานครจะเป็นการกำหนดโดยสมาคมโรงงานสกัดน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว โดยมีการนำเข้าเม็ดถั่วเหลืองจากต่างประเทศเสียอัตราภาษีขาเข้าที่ 0% โดยมีกากถั่วเป็นผลพลอยได้จากการผลิตประมาณ 80% ของของเมล็ดถั่วตั้งต้น อีกประมาณ 19-20% จะเป็นน้ำมันถั่วเหลืองดิบซึ่งเอาไปสู่ขั้นตอนต่อไปในการเป็นน้ำมันถั่วเหลืองที่ใช้ในอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน
การตั้งราคาของกลุ่มโรงงานสกัดน้ำมันจะใช้ราคาในตลาดชิคาโก้บวกค่า Freight และค่าขนส่งจากท่าเรือมายังโรงงาน ซึ่งอยู่ในระดับประมาณ 2 บาทต่อกิโลกรัม โดยค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจริงแต่เป็นการชดเชยค่าเฟสและค่าขนส่งจากท่าเรือมายังโรงงานของเมล็ดถั่วเหลือง โดยปัจจุบันมีส่วนเกินไปถึง 5 บาทต่อกิโลกรัมเมื่อเทียบกับราคาในตลาดชิคาโก้กับราคาจำหน่ายในตลาดกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นส่วนต่างที่จะต้องนำมาพูดคุยเพื่อบีบส่วนต่างนี้ให้ลดลง เพราะเท่ากับภาคปศุสัตว์ต้องไปอุ้มทั้งโรงงานสกัดน้ำมันและอุ้มราคาน้ำมันถั่วเหลืองที่ใช้กับภาคครัวเรือน หรือ แม้แต่กับภาคอุตสาหกรรมด้วยเช่นกัน

ปัญหาอีกหนึ่งกรณีคือรัฐบาลไทยยังแก้ปัญหาเนื้อสุกรลักลอบจากต่างประเทศไม่ได้ จากการขยายผลของตู้สินค้าสุกรตกค้างระหว่างปี 2565-2566 ที่มีการส่งไป ป.ป.ช.ตั้งแต่ปี 2566 11 ใน 12 สำนวนไม่มีการทำความเห็นและส่งฟ้องที่มีทั้งบริษัทเอกชน เจ้าหน้าที่รัฐ 3 กรม ร่วมกระทำความผิด รัฐบาลปล่อยให้ราคาหมูเถื่อนเป็นราคาตลาดทำผู้เลี้ยงในประเทศขาดทุนอย่างหนักช่วง 2566 – 2568
โดยมีข้อสันนิษฐานในช่วงปี 2567-2568 ที่มีปริมาณสุกรออกสู่ตลาดมากกว่าการใช้อาหารสัตว์ภายในประเทศที่เป็นตัวเลขสูงมาก ประกอบด้วยปี 2567 จำนวนสุกรเข้าฆ่ามีจำนวนสูงเกินกว่าอาหารสัตว์ที่ใช้ถึง 4 ล้านตัว ปี 2568 จำนวนสุกรเข้าฆ่ามีจำนวนสูงเกินกว่าอาหารสัตว์ที่ใช้จำนวน 2 ล้านตัว โดยส่วนที่เกินกว่าอาหารสัตว์ที่ใช้สันนิษฐานว่า คือ หมูเถื่อนฟอกขาว

อย่างไรก็ตามหลังการทำคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ กับ คดีที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2564-2566 มีต้นทางประมาณ 30 ประเทศเป็นประเทศในกลุ่มยุโรปหลักๆ 5 ประเทศประกอบด้วย สเปน อิตาลี เยอรมัน เดนมาร์กและเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเสมือนว่าการประชุมในวันนี้กำลังจะเปิดตลาดให้ถูกกฎหมายกับประเทศที่เคยเป็นต้นทางของหมูเถื่อน


ถึงแม้มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป 27 ประเทศจะมีมูลค่าสูงมาก โดยปี 2567 สูงถึง 43,533 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2568 สูงถึง 45,033 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าจากสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศ แต่ในกลุ่มการเลี้ยงสุกรของไทยมีมูลค่าการนำเข้าสุกรพันธุ์ุ์ กับ สหภาพยุโรป 27 ประเทศระหว่างปี 2565-2569(6 เดือน) รวม 581 ล้านบาทโดยมีประเทศหลักในการนำเข้าพันธุ์สุกรในยุโรป ได้แก่ เดนมาร์ก ฝรั่งเศส และฟินแลนด์

โดยการนำเข้าพันธุ์สุกรจากยุโรปจะเสียภาษีนำเข้า 0% ภาษีมูลค่าเพิ่ม 0% ซึ่งได้รับการส่งเสริมและยกเว้นการเรียกเก็บอากรศุลกากรขาเข้าภายใต้กฎหมายกระทรวงการคลัง โดยในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 0% ได้รับยกเว้นตามประมวลรัษฎากร การนำเข้าสัตว์มีชีวิตที่ยังไม่แปรรูป รวมถึงสุกรพันธุ์เพื่อการเกษตรได้รับการยกเว้นภาษีมูลเพิ่ม 7%

ในขณะเดียวกันประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปมีประเทศที่กรมปศุสัตว์ได้เปิดตลาดให้อย่างเป็นทางการได้แก่ประเทศสเปนที่เปิดตลาดให้ตั้งแต่ 2 กรกฎาคม 2564 โดยเริ่มมีการนำเข้าสุกรพรีเมี่ยมตั้งแต่ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบันรวมมูลค่า 24.08 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นที่เป็น premium เช่นกัน
บทสรุป : ไม่มีเหตุผลในการเปิดการเจรจาสินค้าสุกร กับ FTA Thai EU
- ประเทศไทยมีผลผลิตเนื้อสุกรที่ได้มาตรฐาน และมีปริมาณเกินกว่าความต้องการต่อปี
- ต้นทุนการผลิตเนื้อสุกรของกลุ่มสหภาพยุโรป อยู่ในระดับ 60-65% ของต้นทุนการผลิตในประเทศไทยโดยภาครัฐมีส่วนทำให้วัตถุดิบอาหารสัตว์แพงเกินความเป็นจริงในระดับที่สูงมาก จากการกำหนดอัตรากำไรขั้นต้นของืชอาหารสัตว์สูง แต่มักกดดันราคาสุกรแม้ในระดับเกินต้นทุนเล็กน้อย
- การปล่อยให้มีเนื้อสุกรลักลอบ หรือ หมูเถื่อนเข้ามาในประเทศ จากสำนวนของ DSI มีเจ้าหน้าที่ภาครัฐมีส่วนร่วมกระทำ และยังไม่สามารถดำเนินคดีเพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวหานี้ได้
- การเลี้ยงสุกรของไทยมีการนำเข้าสุกรพันธุ์จากลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปที่มีมูลค่าต่อปีที่สูง ที่เป็นเสมือนการค้าต่างตอบแทนของประเทศอยู่แล้ว โดยการนำเข้าได้ประโยชน์จากกฎหมายภายในประเทศในการยกเว้นภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 0%
- กลุ่มสหภาพยุโรป สามารถส่งเครื่องในสุกรเป็นปกติอยู่แล้ว กับ ผู้นำเข้าที่ขึ้นทะเบียน กับกรมปศุสัตว์ ซึ่งมีประเทศสเปนที่เป็นผู้ส่งออกใหญ่ที่สุดของยุโรปได้รับอนุญาตให้ส่งออกผลิตภัณฑ์สุกรกลุ่มพรีเมี่ยมอยู่แล้ว แม้จะเสียภาษีนำเข้า 30% ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการนำเข้า เพราะมีต้นทุนที่ถูกกว่าไทยมาก โดยมีตลาดบนรองรับที่สามารถทำราคาผลิตอาหารได้สูงมาก