FMD SAT1 Seminar Ratchaburi
ราชบุรีพร้อมสู้ FMD SAT1 ผู้นำพร้อมระดมจัดหาวัคซีน ถ้าพบเชื้อในประเทศ! กรมปศุสัตว์มั่นใจไม่เกิน 2 เดือนผลิตวัคซีนเองได้
19 พฤษภาคม 2569 ราชบุรี - ปศุสัตว์เขต 7 ปศุสัตว์จังหวัด และนายกหมูเขต 7 พร้อมรับมือ FMD SAT1 เร่งให้ความรู้ผู้เลี้ยงสุกร แจ้งแนวทางการส่งตัวอย่างหากพบการติดเชื้อ
นายสัตวแพทย์ยุษฐิระ บัณฑุกุล ปศุสัตว์เขต 7 นายสัตวแพทย์บุรินทร์ สรสิทธิ์สุขสกุลปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี นายสัตวแพทย์วรากร จิตรหลัง ปศุสัตว์จังหวัดนครปฐม สพ.ญ ดร. กิ่งกาญจน์ บุญสุยา สีโย สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ และคุณนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรเขต 7 และนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี ได้ร่วมเปิดการสัมมนาโดยกล่าวถึงความรุนแรงของการระบาดของโรค FMD SAT1 ที่มีการติดเชื้อในประเทศจีนตั้งแต่มีนาคมปีนี้โดยล่าสุดสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ ได้จัดสัมมนาให้ความรู้เตรียมความพร้อมกับผู้บริหารกรมปศุสัตว์ทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้เกษตรกรในพื้นที่ทำความเข้าใจลักษณะของโรค แนวทางปฏิบัติถ้าเกิดพบเชื้อในฟาร์ม จึงได้มีการจัดสัมมนาในวันนี้ โดยปัจจุบันพื้นที่ปศุสัตว์เขต 7 มี 8 จังหวัดด้วยกันได้แก่ กาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี โดยผลผลิตสุกรทั้งพื้นที่เขต 7 จะมีประมาณ 30% ของทั้งประเทศ จึงเป็นพื้นที่ปศุสัตว์ที่มีการเลี้ยงสุกรมากที่สุดในประเทศไทย


สพ.ญ ดร. กิ่งกาญจน์ บุญสุยา สีโย ศูนย์อ้างอิงโรคปากและเท้าเปื่อย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ มาให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์โรคในปัจจุบันของ FMD Serotype ต่างๆ และ SAT1
โรคปากและเท้าเปื่อยในปัจจุบันมี 7 Serotypes: O, A, Asia1, C, SAT1, SAT2, and SAT3 โดย SAT1 (Southern African Territories 1) เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของ Foot-and-mouth disease virus (FMDV) ซึ่งจัดอยู่ในสกุล Aphthovirus วงศ์ Picornaviridae (สกุลแอฟโทไวรัส (Genus Aphthovirus) คือสกุลของเชื้อไวรัสที่จัดอยู่ในวงศ์ Picornaviridae โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักในการติดเชื้อ คือ สัตว์กีบคู่ และมีเชื้อไวรัสที่สำคัญที่สุด คือ เชื้อไวรัสโรคปากและเท้าเปื่อย (Foot-and-Mouth Disease Virus: FMDV) ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการปศุสัตว์ทั่วโลก)
โรคปากและเท้าเปื่อยมีอัตราการกลายพันธุ์สูง ส่งผลให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรรมและแอนติเจน
Serotype O and A : ส่วนใหญ่จะมีการระบาดในพื้นที่ทวีปเอเชีย สำหรับ serotype Asia 1 ก่อให้เกิดการระบาดประปรายในเอเชีย โดยตั้งแต่ปี 2541 ไม่ปรากฏในประเทศไทย แต่ไปปรากฏที่เมียนมาร์ในปี 2560 serotypeC ไม่พบตั้งแต่ปี 2547 และซีโรไทป์ SAT1, SAT2 และ SAT3 แพร่ระบาดส่วนใหญ่ในแอฟริกา
ไวรัสสายพันธุ์ SAT1 มีความสามารถในการแพร่กระจายสูงในสัตว์กีบคู่ (cloven-hoofed animals) เช่น โค กระมือ สุกร และสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก
โรคปากและเท้าเปื่อยเป็นไวรัสที่มีความซับซ้อนสูงและมีความสำคัญทางสัตวแพทย์อย่างมากโดยมีลักษณะเด่นทั้งด้านจีโนม และโครงสร้างของไวรัส (โดยจีโนม เป็นข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งถูกบันทึกไว้ในรูปแบบของดีเอ็นเอ (DNA) หรืออาร์เอ็นเอ (RNA) สำหรับไวรัสบางชนิด โดยทำหน้าที่เปรียบเสมือน "พิมพ์เขียว" หรือคู่มือคำสั่งที่จำเป็นต่อการสร้าง การเติบโต และการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตนั้น)
โครงสร้างของไวรัส(Viral Protein (VP) คือ โปรตีนของไวรัส)ประกอบด้วยโปรตีนโครงสร้างสำคัญ 4 ชนิดได้แก่ VP1, VP2, VP3, VP4 ด้วยความสำคัญของโปรตีนแต่ละชนิด ประกอบไปด้วย VP1 VP2 และ VP3 อยู่บริเวณผิวของไวรัส ซึ่ง
- เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
- มีบทบาทในการจับกับเซลล์เป้าหมาย
- ใช้ในการจำแนกสายพันธุ์และวิเคราะห์ทางพันธุกรรม
VP4 อยู่ด้านในของ แคปซิด (Capsid)คือเปลือกโปรตีนของไวรัสที่ทำหน้าที่ห่อหุ้มและปกป้องสารพันธุกรรม (DNA หรือ RNA) ช่วยคงสภาพโครงสร้างของไวรัส จุดสำคัญ: โปรตีน VP1 เป็นบริเวณที่มีความแปรผันสูงที่สุดจึงนิยมใช้ในการศึกษา phylogeny(วิวัฒนาการสายพันธุ์), topotype ("ตัวอย่างถิ่นเดิม" หรือ "ตัวอย่างต้นแบบ")และการติดตามการระบาดของ FMDV

การตรวจยืนยันที่สำคัญ
- Real-time RT-PCR ตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสอย่างรวดเร็วและมีความไวสูง
- Virus isolation แยกเชื้อไวรัสเพื่อยืนยันการติดเชื้อ
- Antigen ELISA ตรวจหาแอนติเจนของเชื้อ FMDV
- Sequencing for serotype identification วิเคราะห์ลำดับพันธุกรรมเพื่อระบุ serotype และศึกษาความสัมพันธ์ทางระบาดวิทยา

นายสัตวแพทย์บุรินทร์ สรสิทธิ์สุขสกุลปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี ได้บรรยายในเรื่องของการแจ้งโรคและการส่งตัวอย่าง โดยได้เชื่อมโยงถึงโรคปากและเท้าเปื่อยทั่วไปว่า มีอัตราการป่วยที่สูงแต่อัตราการสูญเสียยังไม่สูงมากอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถรักษาได้ โดยสายพันธุ์อื่นๆ มีอยู่ในบ้านเรามานาน การเก็บเชื้อส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีจากสุกรส่วนใหญ่จะมาจากโคเนื้อโคนมจากอำเภอดำเนินสะดวก ส่วนสุกรจะมีจากอำเภอปากท่อ และอำเภอจอมบึง ปัญหาการระบาดจะมาจากการเคลื่อนย้าย ในขณะที่สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสในระดับฟาร์มยังแยก serotype เองไม่ได้
ปัญหาของการใช้วัคซีนในบ้านเรามีประสิทธิภาพต่ำ เพราะมีหลากหลาย serotype โดยวัคซีนไม่มีการ cross protection ทำให้การทำวัคซีนไม่ตรง serotype และสร้างภูมิไม่ตรงกับเชื้อที่ระบาด
การเก็บเชื้อตัวอย่างจะเป็นการเก็บจากสารคัดหลั่งที่เป็นตุ่มที่เกิดขึ้นหลังการติดเชื้อ เนื้อเยื่อ โดยต้องเก็บแช่ในน้ำแข็ง ภาชนะที่รักษาอุณหภูมิ ในพื้นที่ภาคตะวันตกสามารถส่งตัวอย่างเชื้อไวรัส ได้ที่
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันตก จังหวัดราชบุรี
ที่อยู่ : เลขที่ 126 หมู่ 10 ตำบลเขาชะงุ้ม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี 70120
โทรศัพท์ : 032-919-575-6
โทรสาร : 032-919-575 ต่อ 114
อีเมล : vrd_wp@dld.go.th
เวลาเปิดทำการ : จันทร์ - ศุกร์ 08.30-16.30 น.
ตัวอย่างเชื้อเหล่านี้ถ้ามีการส่งไปถึงสำนักงานเทคโนโลยีชีวภาพ (สทช.) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ สำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ สังกัดกรมปศุสัตว์ (ตั้งอยู่ในอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีภารกิจหลักในการวิจัย พัฒนา และผลิตชีววัตถุสำหรับสัตว์ เช่น วัคซีนและแอนติเจน เพื่อป้องกันและควบคุมโรคระบาดในสัตว์ทั่วประเทศ) ก็จะสามารถผลิตวัคซีนให้ได้ในเวลาอันสั้น โดยการนำส่งเชื้อต่างๆ ยังไม่ถึงขั้นในการที่จะเปิดโรค ให้รีบดำเนินการส่งตัวอย่างจะป้องกันการแพร่กระจายของโรคได้
สำหรับค่าชดเชยความเสียหายจะมีกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ โดยถ้ามีการระบาดหนักสามารถของบกลางจากรัฐบาลได้

คุณนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรเขต 7 และนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี ได้กล่าวถึงอุตสาหกรรมสุกรไทยผ่านวิกฤตมามากมาย โดยโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ก็ยังเป็นโรคที่มีความเสี่ยงอยู่ ปัจจุบันฟาร์มสุกรต่างๆมีการทำระบบ Biosecurity เป็นอย่างดี ที่สามารถป้องกันโรคสุกรได้แทบทุกโรค โดยธรรมชาติการระบาดของโรคสายพันธุ์ใหม่ต่างๆ จะมีความรุนแรงในช่วงแรก และจะลดระดับความรุนแรงลงมาเป็นลำดับ อย่างเช่นโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรปัจจุบันถือว่าความรุนแรงต่ำลงจากการทำระบบที่ดีขึ้นของฟาร์มสุกร
ในอดีตเมื่อมีการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยจะต้องทำการล้างทั้งฟาร์ม ปัจจุบันสามารถแก้เฉพาะตัวที่ติดเชื้อได้ โดยโรคปากและเท้าเปื่อยเป็นโรคที่อยู่ในพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ serotype O และ A ปัจจุบันไม่มีความรุนแรงแล้ว
จากสภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศจีน FMD SAT1 อาจจะถึงขั้นต้องปิดฟาร์ม โดยปัจจุบันทราบว่าประเทศจีนสามารถทำวัคซีนนี้ได้แล้ว ซึ่งเราจะต้องรู้ว่าวัคซีนที่สามารถใช้ได้ของจีนประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง ที่ใช้ได้ซึ่งจะต้องได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประเทศเราก่อน โดยวัคซีนโรคปากและเท้าเปื่อย serotype อื่นๆ ของจีนที่ใช้อยู่ก็มีการรับรองอยู่แล้ว
สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติมีการประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยและแนวทางในการที่จะรับมืออย่างไร เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ให้ข้อมูลในที่ประชุมว่ามีการเร่งรัดและหารือจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในเรื่องนี้ และมีแนวทางที่จะสามารถออกเลขทะเบียนก่อนที่จะมีการระบาด ซึ่งตามกฎเกณฑ์ปัจจุบันต้องมีการระบาดก่อน จะสามารถทำได้หรือไม่ อย่างไร
โดยปัจจุบันสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย และสมาคมธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์ ได้ร่วมส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อขอให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมการรองรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น
โดยการจัดหาวัคซีนในเบื้องต้นที่มีอยู่แล้วในต่างประเทศมีการพูดคุยหารือในเบื้องต้นว่าจะมีการจัดหาจากงบประมาณของภาคเอกชนและนำมาจัดจำหน่ายให้กับกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรในราคาต้นทุน
โดยความสูญเสียที่เกิดขึ้นในประเทศจีนจากการประชุมของสมาคมฯ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมตามรายงานของนายสัตวแพทย์ระพี ปัญญาทอง ปรึกษาสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และอุปนายกสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย ได้ให้ข้อมูลด้านความเสียหายของการระบาดที่ประเทศจีนว่าผลกระทบในพื้นที่ติดเชื้อ
- แม่พันธุ์ตาย 10%
- ลูกเล้าคลอดตาย 100%
- กลุ่มอนุบาลถึงขุนตาย 30-50%
- เมื่อประเมินประชากรสุกรที่ระบาดใน 2 พื้นเสียหายไปแล้วประมาณ 30%
การสัมมนาให้ความรู้ในประเด็นโรคปากและเท้าเปื่อย FMD SAT1 จะมีขึ้นครั้งต่อไปในระบบออนไลน์ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 โดยสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย ร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ
ในระดับภูมิภาค จะมีการจัดขึ้นร่วม กับ การประชุมคณะกรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือในวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเกษตรกรสามารถติดตามและรับความรู้ กับการเตรียมความพร้อมได้อย่างต่อเนื่องตามกำหนดการดังกล่าว






