Press conference about expensive corn
สมาคมสุกรฯ แจง 3 วิกฤตในเวทีแถลงข่าวสมาพันธ์ปศุสัตว์ฯ มองส่วนต่างข้าวโพดจาก 9.80 บาทถึง 14 บาท อยู่ในมือพ่อค้า ขณะที่ชาวไร่ข้าวโพดรับ 7.20-7.80 บาท
4 มิถุนายน 2569 โรงแรมอีสติน กรุงเทพฯ – สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติร่วม 10 องค์กรอาหารสัตว์และปศุสัตว์ จี้รัฐให้จัดการบริหารห่วงโซ่ด้วยความยุติธรรม ก่อนหมูไก่ไข่จะล่มสลาย โดยเกษตรกรหมูกำลังเผชิญ 3 ปัญหาหนัก ปัญหาข้าวโพดแพงเกินเป็น 1 ในปัญหาร่วมของทุกองค์กรที่แถลงข่าว

คุณนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ในฐานะผู้แทนจากกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร ร่วมแถลงว่าปัจจุบันการเลี้ยงสุกรมี 3 ปัญหาหลัก
- ต้นทุนการเลี้ยงที่ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยน้ำหนักอยู่ที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีการปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง จนถึง 14 บาทต่อกิโลกรัมในบางพื้นที่
- ในขณะที่ราคาจำหน่ายสุกรหน้าฟาร์ม เป็นไปตามกลไกตลาด แม้ต้นทุนการเลี้ยงจะสูงขึ้นก็ไม่สามารถที่จะนำต้นทุนมาตั้งราคาจำหน่ายหน้าฟาร์มได้ สัปดาห์ปัจจุบันภาคตะวันตกมีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 58-60 บาท แต่ก็ยังคงต่ำกว่าต้นทุนที่ประเมินโดยคณะอนุกรรมการต้นทุนการผลิตสุกร ที่ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 70 บาท ซึ่งถ้าวิเคราะห์ปรับตามราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปัจจุบันน่าจะขยับตัวมาถึง 73-75 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ซึ่งเป็นระดับที่อัพเดทกับกรมการค้าภายใน ในการประชุมอัพเดทราคาสุกรครั้งหลังสุด เมื่อ 22 พฤษภาคม 2569
- การระบาดของ FMD SAT1 ที่ประเทศจีน แม้การระบาดยังมาไม่ถึงเมืองไทย แต่หลังจากได้เลขทะเบียนยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ทุกๆ ฟาร์มก็ต้องฉีดวัคซีน FMD SAT1 เป็นระยะ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่จะต้องเพิ่มขึ้น พร้อมกับความเสี่ยงในเรื่องของความสูญเสียถ้าเกิดมีการระบาดขึ้นจริง
คุณนิพัฒน์ ได้กล่าวถึง“ข้าวโพด” เป็นสินค้าควบคุมลำดับที่ 27 ในขณะที่ “สุกรและเนื้อสุกร” เป็นสินค้าควบคุม เช่นกัน ลำดับที่ 49 ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 4 ปี 2568 เรื่อง การกำหนดสินค้าและบริการควบคุม แต่มีการกำกับดูแลต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น
1.1. ข้าวโพดมีการกำหนดราคาขั้นต่ำให้เอกชนรับซื้อ ในขณะที่ช่วงราคาขึ้นกลับไม่มีเพดาน
1.2. ในขณะที่ “สุกรและเนื้อสุกร” ไม่เคยมีมาตรการด้านพยุงใดๆ ยามช่วงราคาตกต่ำ แต่กลับมากดดันช่วงราคาขยับตัวเหนือต้นทุนการเลี้ยง ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับสินค้าปศุสัตว์อื่นๆ
คุณนิพัฒน์ให้ข้อมูลด้านการใช้อาหารสัตว์ ปี 2569 ของการเลี้ยงสุกรในประเทศไทย
- ประมาณการผลิตไว้ที่ 24 ล้านตัว ก็จะเป็นการใช้อาหารสัตว์ประมาณ 6 ล้านตัน (250 กิโลกรัมต่อตัว)
- สุกรแม่พันธุ์ 1.1 ล้านตัวจะใช้อาหารสัตว์อยู่ที่ 1.1 ล้านตัน (1,000 กิโลกรัมต่อตัว)
- ทั้งอุตสาหกรรมสุกรจะใช้อาหารสัตว์ใน ปี 2569 ที่ 7.1 ล้านตัน
- จากประมาณการใช้อาหารสัตว์ทั้งระบบที่ 22 ล้านตัน สำหรับปี 2569
คุณสมศักดิ์ สุดเสงี่ยม เลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เสมือนเป็นผู้แทนของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย ได้กล่าวถึงข้าวโพดที่เป็นกลุ่มพืชพลังงานคาร์โบไฮเดรตที่จำเป็น แต่มีจำนวนไม่เพียงพอและมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างปัญหาต้นทุนการเลี้ยง ในขณะที่การจำหน่ายสุกรหน้าฟาร์มเป็นไปตาม Demand Supply จึงอยากให้ภาครัฐช่วยเข้ามาเร่งแก้ปัญหานี้โดยด่วน ก่อนที่จะมีการออกจากอาชีพนี้ซึ่งปัจจุบันการเลี้ยงสุกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย โดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด
ข้อมูลฝ่ายวิชาการของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติตั้งข้อสังเกตถึงประกาศกระทรวงพาณิชย์เมื่อ 29 สิงหาคม 2568 ใช้เกณฑ์หักน้ำหนักข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีความชื้นแต่กลับใช้ตัวเลขที่ไม่ถูกต้องโดย
- กำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำความชื้น 30% ที่ 7.05 บาทต่อกิโลกรัม
- ราคารับซื้อข้าวโพดความชื้นไม่เกิน 14.5 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่มีการหักน้ำหนักซึ่งจะได้ราคาที่ 9.00 บาทต่อกิโลกรัม แต่กลับใช้เป็น 9.80 บาทต่อกิโลกรัม โดยตามประกาศยืนระยะเวลา 11 เดือนด้วยกัน ถือเป็นการสร้างภาระให้ผู้ปฏิบัติอย่างยาวนาน

ราคาที่เกินกว่าตารางประกาศกรมดังกล่าวที่ 0.80 บาทต่อกิโลกรัมคิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่เกินกว่าตารางดังกล่าวตลอดระยะเวลา 11 เดือนกว่า 6,700 ล้านบาท (ประเมินจาก 9.2 ล้านตันต่อปี ที่ 11 เดือนเท่ากับ 8.4 ล้านตัน x ตันละ 800 บาท หรือ กิโลกรัมละ 0.80 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับ 6,720 ล้านบาท)ที่เป็นภาระของผู้ปฏิบัติ จึงส่อไปทางการว่าอาจมีการรับประโยชน์อันมิชอบของผู้ลงนามประกาศนี้ และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หน้าโรงงานอาหารสัตว์ ณ ความชื้นไม่เกิน 14.5 เปอร์เซ็นต์ขึ้นมาสูงถึง 13.20 บาทต่อกิโลกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งนับเป็นมูลค่าความเสียหายที่ภาคปศุสัตว์จะต้องชำระราคา มีจำนวนที่สูงมาก ในขณะที่ข้าวโพดที่มีความชื้น 30% ที่เกษตรกรขายได้ ตามการแถลงข่าววันนี้(4 มิถุนายน 2569) อยู่ที่ประมาณ 7.20-7.80 บาท ซึ่งจะทำให้ราคาข้าวโพดที่ความชื้นไม่เกิน 14.5 เปอร์เซ็นต์ควรจะอยู่ในช่วง9.20-9.96 บาทต่อกิโลกรัม ไม่ใช่ 13.2-14.00 บาทต่อกิโลกรัมตามราคาที่หน้าโรงงานอาหารสัตว์ในปัจจุบัน
นอกเหนือจากประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ประจำปี 2568/69 ไม่ได้อ้างอิงอำนาจตามพระราชบัญญัติ หรือ พระราชกำหนดใดๆ เลยในการออกประกาศดังกล่าว เข้าข่ายเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากขัดต่อหลักการพื้นฐานทางกฎหมายปกครองอย่างร้ายแรง

คุณพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยและเลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และสมาชิกอาหารสัตว์สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่เป็นปศุสัตว์หมู ไก่ ไข่ 10 องค์กรร่วมแถลงข่าวหลังข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขึ้นราคาไปแตะ 14 บาทต่อกิโลกรัม

โดยทุกกลุ่มจะมีปัญหาในลักษณะเดียวกัน คือ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แพงขึ้นมากอย่างสุดโต่ง แต่การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์หน้าฟาร์มกลับไม่สามารถที่จะขายได้เกินต้นทุน ประสบสภาวะขาดทุนทุกครั้งที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ออกจากฟาร์ม โดยการแถลงข่าวในครั้งนี้ประสงค์ให้รัฐบาลได้ยื่นมือเข้ามาแก้ปัญหาที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ
ผู้แทนทุกองค์กรยังแปลกใจกระทรวงพาณิชย์ที่ขอให้ช่วยพยุงราคาข้าวโพดช่วงสิงหาคม 2568 ที่ตกต่ำโดยขอให้ซื้อที่ 9.80 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งการประชุมก่อนออกประกาศรับปากว่าจะคงราคานี้ไว้ตลอดฤดูกาล หลังจากนั้นจึงมีประกาศกระทรวงพาณิชย์ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ลงนามโดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น และปฏิบัติตามราคาดังกล่าวจนกระทั่งถึงสัปดาห์สุดท้าย(52/2568)ของปี 2568 เริ่มขยับครั้งแรกมาอยู่ที่ 9.85 บาท และทยอยขยับไปอย่างต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์ล่าสุด อยู่ที 13.20 บาทต่อกิโลกรัม
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะต้องเข้ามาจัดการเรื่องดังกล่าวก่อนที่จะมีการจี้ถึงปัญหาดังกล่าวให้สาธารณชนและนานาประเทศรับรู้