The Committee on Commerce and Intellectual Property
สมาคมหมูแจง อนุกรรมาธิการ ขาดทุน 3 ปี จากหมูเถื่อน การกดราคาของห่วงโซ่ และราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ พร้อมเตรียมแผนแก้ปัญหาทั้งระบบเข้าหารือสภาหอการค้าฯ ต่อไป
5 สิงหาคม 2569 รัฐสภา - สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติแจงที่ประชุมอนุกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และสินทรัพย์ทางปัญญา ในญัตติราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และข้อเสนอแนะในการปัญหา
นายนิพัฒน์ เนื้อนิ่มอุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และ น.สพ.สุทัศน์ ตั้งธโนปจัย กรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ร่วมให้ข้อมูลกับคณะอนุกรรมาธิการของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีเกษตรกรกลุ่มโคเนื้อ โคนมร่วมให้ข้อมูลปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเป็นการประชุม ครั้งที่ 7 โดยมีคุณสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ ณ อาคารรัฐสภา

ที่ประชุมรับทราบสถานการณ์และรับฟังการชี้แจงปัญหาของกลุ่มสินค้าปศุสัตว์และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ได้แก่ ผู้แทนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ, สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรีฯ, องค์การส่งเสริมกิจการโคนม และผู้แทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ
ภาพรวมสถานการณ์และปัญหาของภาคปศุสัตว์ไทย ทั้งในกลุ่มสุกร โคเนื้อ และโคนม ต่างมีความท้าทายเชิงโครงสร้างร่วมกัน โดยเฉพาะภาระต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง, ปัญหาการกระจายผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมในห่วงโซ่อุปทาน และผลกระทบจากการนำเข้าจากต่างประเทศ
โดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้ชี้แจ้งปัญหาปัจจัยลบที่ทำให้เกิดปัญหาราคาสุกรตกต่ำในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประกอบไปด้วย
ด้านการตลาด :-
- Demand Side ชัดเจน โดยกรมปศุสัตว์รายวัย รายเดือน รายปี แต่ทั้งอุตสาหกรรมยังไม่มีการพัฒนาระบบ Supply Side จากภาคการเลี้ยงสุกร อยากให้ภาครัฐโดยกระทรวงเกษตรฯ หรือ กระทรวงพาณิชย์ ออกเป็นนโยบาย เพื่อออกเป็นภาคบังคับให้ทุกฟาร์มเปิดเผยข้อมูล
- Supply นอกระบบ ที่สันนิษฐานว่ายังมีอีกมาก จากตัวเลขที่แตกต่างของ Demand Side ที่ยังสูงกว่าปริมาณการใช้อาหารสัตว์ในประเทศ ในจำนวนที่มีนัยยะสำคัญหลังการคำนวณกลับหาผลผลิตทั้งปี
- การมีอำนาจเหนือตลาดของกลุ่ม Shop หมู ที่เพิ่มเป็นจำนวนมาก จากการกระจายความเสี่ยงของราคาหน้าฟาร์มที่ย่ำแย่ จากกลุ่มฟาร์มสุกรส่วนหนึ่ง โดยการประกอบการของ Shop หมู ได้ส่วนต่างจากการค้า ที่มักพอใจกับระดับราคาต่ำ ซึ่งสวนทางกับฟาร์ม การรับเนื้อสุกรเข้า Shop ราคาต่ำ จึงไปกดราคาหน้าฟาร์ม ในขณะที่กลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีกเดิม กลุ่มธุรกิจสุกี้ที่มีการแข่งขันสูง ที่เป็นแรงกดดันดั้งเดิม
ด้านปัจจัยการผลิต :-
- ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ กลุ่มข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่กรมการค้าภายในดูแลราคาขั้นต่ำ จะกลับปล่อยราคาขึ้นสูงโดยไม่มีการควบคุม หรือ ขอความร่วมมือ ทั้งๆ ที่มีประกาศกรมการค้าภายในเรื่องการหักน้ำหนักข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีความชื้นที่จะเป็นการคำนวณราคาจากความชื้น 30% จนถึงความชื้นไม่เกิน 14.5% ที่มีส่วนต่างของระดับราคาอยู่ในช่วงประมาณ 1.6-2.0 บาทต่อกิโลกรัม ที่มีส่วนต่างสูงกว่าในอดีตที่อยู่ในระดับประมาณ 0.45-0.50 บาท
- ถ้ามีการใช้ประกาศกรมการค้าภายใน เรื่อง การหักน้ำหนักข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีความชื้น พ.ศ.2562 เป็นหลัก แม้ราคาจากความชื้น 30% จนถึงความชื้นไม่เกิน 14.5% ที่มีส่วนต่างของระดับราคาอยู่ในช่วงประมาณ 1.6-2.0 บาทต่อกิโลกรัม ที่สูงกว่าการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอดีต จากราคาที่เกษตรกรขายได้ เทียบกับราคาหน้าโรงงานอาหารสัตว์ เช่น ความชื้น 30% อยู่ที่ระดับราคา 7.0 บาท เมื่อคำนวณราคาที่ความชื้นไม่เกิน 14.5% จะอยู่ที่ 9.00 บาท จะอยู่ในระดับราคาเดียวกับประเทศเวียดนาม และในระดับราคาที่สูงกว่าต้นทุนการนำเข้าจากสหรัฐฯ เมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด
- การกำหนดราคากากถั่วเหลืองโดยโรงงานสกัดน้ำมัน ที่มีการบวกส่วนเกินอยู่ในระดับ 4-5 บาทต่อกิโลกรัม จากราคาในต่างประเทศ + (เสมือนมี) ค่า freight + (เสมือนมี) ค่าขนส่งจากท่าเรือมาโรงงาน บวกค่า(เสมือนมี) ภาษีนำเข้าถั่ว 2% หลังจากนั้นก็มีการบวกอีก 2-3 บาท อีก ทำให้ราคากากถั่วจากเมล็ดนำเข้าที่ผลิตในประเทศไทยล้วนๆ สูงเกินจริง โดยในกลุ่มกากถั่วเหลืองจากโรงงานสกัดน้ำมันในประเทศจะมีผลผลิตต่อปีประมาณ 2 ล้านตัน
ซึ่งก็พอเข้าใจได้ เพราะประมาณอีก 3 ล้านตัน ที่ใช้ในวงการปศุสัตว์เป็นการนำเข้ากากถั่วเหลืองโดยตรงจากต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิอาหาร
สัตว์รายใหญ่ หรือฟาร์มครบวงจรขนาดใหญ่ ที่ใช้กากถั่วเหลืองเป็นจำนวนมาก โรงงานสกัดน้ำมันจึงตั้งราคากากถั่วเหลืองหลังการสกัดน้ำมัน ตาม ราคาที่เสมือนเป็นการนำเข้า
ซึ่งโครงสร้างราคาดังกล่าวจะมีลักษณะคล้ายกับการกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทย ที่นำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศแต่หลังจากผลิตเป็นน้ำมัน
สำเร็จรูปจะอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์บวกค่าขนส่งค่าใช้จ่ายต่างๆ
สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติเคยยื่นถึงคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ เรื่องขอให้บวกไม่เกิน 2.5 บาทต่อกิโลกรัม แต่ไม่ได้รับการตอบรับ ส่วนเกินจากการบวก
2.50 บาท ส่อให้เกิดการหาประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐะเอง เพราะราคาจากต่างประเทศ รวมค่า Freight ค่าขนส่งภายในประเทศ จากท่าเรือสู่โรงงานอาหารสัตว์ เป็นค่าใช้จ่ายรวมไม่เกิน 2.0 บาท ในขณะที่กากถั่วเหลืองเป็นผลพลอยได้จากการสกัดน้ำมันถั่วเหลือง
ส่วนเกินจากมาร์จิ้นที่ภาคปศุสัตว์ร้องขอ ที่เกินไปอีก 2-3 บาทต่อกิโลกรัม จากปริมาณกากถั่วเหลืองที่ผลิตได้ในประเทศ ประมาณ 2 ล้านต้น เป็นค่าเสียหายที่ภาคปศุสัตว์ต้องจ่ายเกินควรที่ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อปี
แนวทางแก้ปัญหา
1.ยื่นใหม่กับอธิบดีกรมปศุสัตว์คนใหม่อีกครั้ง เพื่อจัด Platform Demand Supplyแบบ Realtime อีกครั้ง เพื่อออกเป็นภาคบังคับให้ทุกฟาร์มเปิดเผยข้อมูล เพื่อเป็นข้อมูลตั้งต้นสำหรับบริหารจัดการการเลี้ยงสุกรทั้งระบบ จะเกิดความยั่งยืนในอาชีพ ซึ่งการสร้างแพลตฟอร์มดังกล่าวจะสอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมการจัดตั้งกองทุนสุกรที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยตัวเอง ที่มีการประชุมไปเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569
2.สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จะติดตามคดีเก่าไม่ให้มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ในการทำคดีของ DSI และ ปปช. ส่วนคดีที่เกิดใหม่จะป้องกันได้ดีขึ้น โดยในส่วนของคดีใหม่ ในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการได้มีผู้อำนวยการสืบสวนปราบปราม กรมศุลกากรเข้าร่วมประชุม จะรับเรื่องและประสานกับสมาคมฯ ในกรณีที่จะมีการเข้าตรวจสอบในประเด็นข้อสงสัยกับการลักลอบนำเข้าที่เกิดขึ้นใหม่
3.ผลักดันการกำหนดราคากลาง (ต้นทุน + มาร์จิ้นตามอัตราที่เหมาะสม เช่น อัตรากำไรขั้นต้น 20%)บวกลบตามคุณภาพซาก สินค้าเกษตรทุกตัวจะอยู่ได้ ดีต่อระบบเศรษฐกิจ ดีต่อระบบเศรษฐกิจที่สามารถใช้เงินในระบบผลักดันเศรษฐกิจเองได้ ลดการใช้งบประมาณแผ่นดินมากระตุ้นเศรษฐกิจ
4.ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ กลุ่มข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กรมการค้าภายในต้องใช้ประกาศกรมการค้าภายในเรื่องการหักน้ำหนักข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีความชื้นที่จะเป็นการคำนวณราคาจากความชื้น 30% จนถึงความชื้นไม่เกิน 14.5% ที่มีส่วนต่างของระดับราคาอยู่ในช่วงประมาณ 1.6-2.0 บาทต่อกิโลกรัม อย่างตรงไปตรงมา เป็นการจัดระเบียบห่วงโซ่ให้ยุติธรรม
5.ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ กลุ่มกากถั่วเหลือง ขอให้บวกไม่เกิน 2.5 บาทต่อกิโลกรัม เพราะส่วนต่างที่มากเกินเป็นภาระต้นทุนภาคปศุสัตว์ ทั้งนั้น

ประเด็นแนวทางแก้ปัญหาข้อ 1 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติจะทำรายละเอียดยื่นถึงอธิบดีกรมปศุสัตว์อีกครั้ง โดยข้อ 2 จะดำเนินการเอง สำหรับคดีเก่า ส่วนคดีใหม่จะประสานโดยตรง ทำงานอย่างใกล้ชิดมากขึ้นกับกรมศุลกากร ข้อ 3-5 จะทำรายละเอียดเนื่องจากเกี่ยวข้องกับกลุ่มสินค้าเกษตร และภาคปศุสัตว์อื่นๆ โดยจะนำรายละเอียดเข้าหารือในสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหานี้ในระดับประเทศต่อไป

หอการค้าไทยมี ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการธุรกิจประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาญัติ เรื่อง “แนวทางการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ”
ดร. ชนินทร์ ให้ข้อเสนอและความเห็นในที่ประชุม ดังนี้
- เสนอให้ภาครัฐและกระทรวงที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเข้ามาดูแลหรือกำหนดราคาซื้อ-ขาย มาเป็นการเน้นช่วยเหลือด้านเทคนิค การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) และการดูแลระบบสุขอนามัยความปลอดภัยเพื่อควบคุมโรคระบาดอย่างเข้มงวดแทน นอกจากนี้ ควรหารือร่วมกันถึงความเหมาะสมในระยะยาวเกี่ยวกับการปรับลดบทบาทหรือโครงสร้างของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม เพื่อปล่อยให้กลไกตลาดทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- เสนอให้มีการจัดประชุมหารือร่วมกับ โดยผ่านสภาหอฯ เพื่อสร้างความร่วมมือโดยตรงระหว่างกลุ่มเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยง (โคนม/โคเนื้อ/สุกร) โดยทางสภาหอฯ ยินดีประสานกับบริษัทแปรรูปและห้างค้าปลีก-ค้าส่ง เพื่อร่วมกันวางแผนการรับซื้อในราคาที่เป็นธรรม
- เสนอให้ร่วมกันพิจารณาและทบทวนความเหมาะสมของนโยบายการส่งออกโคมีชีวิตไปยังต่างประเทศ โดยแนะนำให้ปรับเปลี่ยนมาส่งเสริมการแปรรูปเนื้อโคในประเทศก่อนส่งออก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรักษาฐานผู้ผลิตต้นน้ำ พร้อมทั้งเสนอให้ภาครัฐหารือกับผู้เลี้ยงจัดตั้งโครงการนำร่องพื้นที่ปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) ในเขตพื้นที่เฉพาะ เช่น สระบุรี เพื่อรับประกันมาตรฐานปศุสัตว์คุณภาพสูงและป้อนเข้าสู่ตลาดร้านอาหารระดับบนทดแทนการนำเข้าเนื้อจากต่างประเทศ
- เสนอให้สมาคมและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันติดตามความคืบหน้าเรื่องการนำเข้าสินค้าที่ผิดกฎหมาย เพื่อปกป้องความมั่นคงในอาชีพของเกษตรกรรายกลางและรายย่อย
- เสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาด้านการเกษตร โดยเสนอแนะให้แบ่งงบประมาณบางส่วนมาเน้นการสนับสนุนทุนวิจัย การยกระดับสายพันธุ์ และการพัฒนาประสิทธิภาพการเลี้ยงกลุ่มปศุสัตว์ (โคเนื้อ โคนม สุกร) อย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และความยั่งยืนกลับคืนสู่เกษตรกรไทยได้สูงยิ่งขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ ดร.ชนินทร์ แนะนำให้กลุ่มโคเนื้อ โคนม สุกร จัดทำร่างโครงการพัฒนาสินค้าของตนให้เป็นรูปธรรม และนำมาประชุมหารือร่วมกับสภาหอฯ เพื่อผลักดันข้อเสนอของเกษตรกรไปยังภาครัฐต่อไป