PCD Meeting
กรมควบคุมมลพิษพร้อมยืดหยุ่นกรณีฟาร์มประเภท ข ประสบปัญหาการปฏิบัติเน้นเป้าหมายหลัก คือ การส่งเสริมรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
22 พฤษภาคม 2569 กรมควบคุมมลพิษ - การขยายเวลากำหนดบังคับใช้ทำได้ยาก แต่กรมควบคุมมลพิษพร้อมยืดหยุ่นให้กับฟาร์มสุกรทั้ง 2 ประเภทโดยเฉพาะประเภท ข. ในขณะที่ผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียที่ขึ้นทะเบียนนิติบุคคลเพียง 121 ราย และบุคคลธรรมดาเพียง 283 ราย จากตัวเลขจำนวนฟาร์มตอนนี้ต้องใช้วิศวกรกว่า 20,000 คน
คุณสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ พร้อมคณะกรรมการและกรรมการที่ปรึกษาสมาคมเข้าร่วมหารือ ในประเด็นต่างๆ กับกรมควบคุมมลพิษ ดังนี้
- เห็นด้วยกับแนวทางควบคุมมลพิษและการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แต่ขอให้ทบทวนวิธีการบังคับใช้เนื่องจากศักยภาพในการรองรับของภาคเกษตรยังไม่เพียงพอจึงขอเสนอให้การบังคับใช้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง
- ปัญหาการขาดแคลนผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียปัจจุบันมีความเกษตรกรรายย่อยมากกว่า 100,000 แห่งหากกำหนดสัดส่วน 1 วิศวกรต่อ 5 ฟาร์มจะต้องใช้วิศวกรกว่า 20,000 คนแต่ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียที่ขึ้นทะเบียนนิติบุคคลเพียง 121 รายและบุคคลธรรมดาเพียง 283 รายซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานในภาคเกษตรและกระจายไม่ครอบคลุมทุกจังหวัดหากซัพพลายไม่เพียงพอการบังคับใช้กฎหมายจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
- เสนอให้ใช้หลักการกำกับดูแลโดยอ้างอิงความเสี่ยง “Risk-Based Regulation”ในการกำหนดจำนวนวิศวกรสิ่งแวดล้อม โดยควรพิจารณาจาก “ขนาดฟาร์ม” แทนการนับจำนวนฟาร์มแบบเท่ากันทั้งหมด เช่น ฟาร์มสุกร 300 ตัว กับ 30,000 ตัว มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่เท่ากันการกำหนดวิศวกรสิ่งแวดล้อม 1 ต่อ 5 ฟาร์มแบบอัตราเดียวกันทุกกรณี อาจไม่สะท้อนความเสี่ยงจริงโดยอาจใช้เกณฑ์ เช่น
o จำนวนสุกร(Headcount)
o ปริมาณน้ำเสีย(m3/day)
o ค่าภาระมลพิษ (BOD/COD load)
o ปริมาณมูลสัตว์
o ความเสี่ยงเชิงพื้นที่ (ใกล้ชุมชน/แหล่งน้ำ)
- ขยายคุณสมบัติของผู้ควบคุมระบบ ในกรณีวิศวกรสิ่งแวดล้อมไม่เพียงพอ อาจพิจารณาให้บุคลากรอื่นที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เช่น
o วิศวกรโยธาที่มีประสบการณ์ด้านระบบน้ำเสีย
o วิศวกรเกษตร
o นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
o ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดน้ำเสียที่ผ่านการรับรอง
- ใช้รูปแบบ Clustermodel แทนการกำหนด 1 วิศวกรต่อ 5 ฟาร์มแบบตายตัว โดยให้วิศวกรดูแลเป็นกลุ่ม (Cluster) เช่น ฟาร์มในพื้นที่เดียวกัน ใช้ระบบบำบัดร่วมกัน หรืออยู่ภายใต้ผู้ประกอบการเดียวกัน

ผู้บริหารกรมควบคุมมลพิษได้มีการนำเสนอรายละเอียดของกฎกระทรวงดังกล่าว ที่ออกตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ซึ่งใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะออกมาบังคับใช้ในปี 2569

ในกรณีการมีผู้ควบคุม การกำกับดูแลจะมีความครอบคลุมเพราะปัจจุบันทั้งฟาร์ม ภาคอุตสาหกรรมและสถานที่ที่เข้าข่าย จะต้องผ่านการตรวจจากกรมควบคุมมลพิษมีจำนวนมากขึ้น จากฟาร์มสุกร นับ 100,000 ฟาร์ม จนถึงสถานประกอบการต่างๆ รวมนับ 1,000,000 แห่ง ถ้าเข้าตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่กรมจะทำได้เพียงปีละประมาณ 1,000 แห่งเท่านั้น ซึ่งไม่ทันต่อการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามเจตนาของของพระราชบัญญัติดังกล่าว
ซึ่งแนวคิดในลักษณะนี้จะเป็นในลักษณะเดียวของการใช้ผู้ตรวจสอบบัญชี และ ตรอ. หรือ สถานตรวจสภาพรถเอกชน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก
โดยปัจจุบันระบบการขอขึ้นทะเบียน การเช็คสอบผู้ให้บริการ สามารถทำได้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดโดยเมื่อมีผู้ให้บริการดังกล่าว การส่งรายงานต่อท้องถิ่นที่มีอำนาจตามกฎหมายสามารถส่งรายงานได้



ผู้ควบคุมเองก็จะมีแนวทางในการเสนอแนะผู้ประกอบการในการปรับปรุง กรณีข้อกำหนดของน้ำเสียสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดซึ่งจะทำให้วัตถุประสงค์ในด้านของการรักษาสิ่งแวดล้อมบรรลุผลมากยิ่งขึ้น ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่องกำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทสุกร

จำนวนของผู้ให้บริการจะมีการอบรมเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยการจะขยายเวลาบังคับใช้ออกไปตามกฎกระทรวงจะมีขั้นตอนที่ต้องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเช่นกัน ซึ่งมีการติงมาว่าใช้เวลาบังคับใช้นานมากตั้งแต่การออกพระราชบัญญัติตั้งแต่ปี 2535
โดยประเด็นที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ หรือเกิดปัญหาอุปสรรคระหว่างการมีผลของกฎหมาย กรมจะมีความยืดหยุ่น ในขณะที่ถ้าเกิดมีการใช้อำนาจขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เทศบาล ที่ใช้อำนาจตามกฎกระทรวงนี้ ก็สามารถที่จะร้องเรียนมายังกรมควบคุมมลพิษได้โดยตรง
อย่างไรก็ตามผู้บริหารของกรมควบคุมมลพิษขอให้สมาคมฯ ทำข้อมูลของฟาร์มประเภท ข ทั้งจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ ปัญหาที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติจริงได้ สามารถที่จะนำรายละเอียดต่างๆเข้ามาหารือหลังจากได้ข้อมูลนี้เช่นกัน