OECD & GO FWD Thailand

ทำไมประเทศไทยต้องเป็นสมาชิก OECD

รวบรวมเรียบเรียงโดย วิชาการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ
วารสารสุกรฉบับที่ 115 

          กับคำถามที่ว่า “ทำไมประเทศไทยต้องเป็นสมาชิกกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(OECD)” จึงต้องมาทำความรู้จักกับองค์การนี้ก่อนว่าคืออะไรทำอะไรบ้าง

          องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)หรือที่มักถูกเรียกว่า "คลับของประเทศพัฒนาแล้ว" คือองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาเชิงนโยบายเพื่อช่วยให้รัฐบาลของประเทศสมาชิกสามารถรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลพื้นฐานของ OECD

  • ชื่อเต็ม: Organization for Economic Co-operation and Development
  • ก่อตั้งเมื่อปี: ค.ศ. 1961 (พ.ศ. 2504) โดยพัฒนามาจาก OEEC ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อฟื้นฟูยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (Marshall Plan)
  • สำนักงานใหญ่: ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
  • จำนวนสมาชิก: ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 38 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีเศรษฐกิจแบบเสรี

บทบาทและภารกิจหลัก

  1. การกำหนดมาตรฐานสากล: จัดทำแนวปฏิบัติและมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลกในหลากหลายด้าน เช่น ภาษีระหว่างประเทศ (Base Erosion and Profit Shifting - BEPS), ธรรมาภิบาล, และ จริยธรรม AI
  2. การวิจัยและรวบรวมข้อมูล: เป็นแหล่งข้อมูลทางสถิติและงานวิจัยเชิงลึก เช่น โครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) ที่วัดคุณภาพการศึกษาทั่วโลก
  3. พื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์: เป็นเวทีให้ผู้นำและผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ มาหารือเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน เช่น ความยากจน ความไม่เท่าเทียม และสภาวะโลกร้อน

ประเทศไทยกับ OECD

          ในปัจจุบัน (ข้อมูลปี 2569) ประเทศไทยอยู่ใน กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก (Accession Process) โดยรัฐบาลไทยได้ยื่น บันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (Initial Memorandum) เพื่อประเมินความสอดคล้องของกฎหมายและนโยบายไทยต่อมาตรฐานสากล ทั้งนี้เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

          ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิกอย่างเต็มรูปแบบขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) แต่ปัจจุบันอยู่ใน กระบวนการการหารือเพื่อเข้าเป็นสมาชิก (Accession Discussions) อย่างเป็นทางการ โดยมีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือสภาพัฒน์) หรือ กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเรื่องนี้

ความคืบหน้าล่าสุดและเป้าหมายของประเทศไทยมีดังนี้:

  • สถานะปัจจุบัน: ประเทศไทยมีสถานะเป็น "ประเทศผู้สมัคร" (Candidate Country) โดยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 คณะมนตรี OECD มีมติรับรองแผนการเข้าเป็นสมาชิก (Accession Roadmap) ของไทย ซึ่งระบุเงื่อนไขและขั้นตอนที่ไทยต้องปฏิบัติตาม
  • ก้าวสำคัญล่าสุด: เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 รัฐบาลไทยได้ยื่น บันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (Initial Memorandum) เพื่อแสดงความพร้อมและแนวทางการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD
  • เป้าหมายในอนาคต: รัฐบาลไทยตั้งเป้าหมายที่จะเข้าเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์ ภายในปี 2571-2573 โดยในระหว่างนี้ต้องผ่านการประเมินทางเทคนิคจากคณะกรรมการเฉพาะด้านของ OECD ถึง 26 คณะ

          การเข้าเป็นสมาชิก OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลไทยตั้งเป้าหมายให้สำเร็จภายในปี 2573 เพื่อยกระดับมาตรฐานประเทศในหลายมิติ โดยประโยชน์หลักที่ไทยจะได้รับมีดังนี้:

1. การดึงดูดการลงทุนและความเชื่อมั่นระดับสากล

  • สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน: การเป็นสมาชิกเปรียบเสมือน "เครื่องหมายรับรอง" (Gold Standard) ว่าไทยมีกฎระเบียบและมาตรฐานด้านธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นสากล
  • เพิ่มการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI): สมาชิก OECD ส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีสัดส่วน GDP รวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของโลก การเข้าเป็นสมาชิกจะช่วยให้ไทยเข้าถึงกลุ่มทุนเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น เช่น กรณีของโปแลนด์ที่มี FDI เพิ่มขึ้นถึง 16 เท่าหลังเข้าร่วม โดยประเทศโปแลนด์เข้าเป็นสมาชิกของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1996 (พ.ศ. 2539)

2. การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและกฎหมาย

  • ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง: มาตรฐานของ OECD จะบีบให้เกิดการปฏิรูปนโยบายด้านการศึกษา นวัตกรรม และแรงงาน เพื่อผลักดันไทยไปสู่สถานะประเทศรายได้สูง
  • ยกระดับธรรมาภิบาล: ส่งเสริมความโปร่งใสในภาครัฐ การต่อต้านคอร์รัปชัน และการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานโลก

3. การเข้าถึงองค์ความรู้และเครือข่ายระดับโลก

  • ฐานข้อมูลและงานวิจัย: ไทยสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลเศรษฐกิจเชิงลึกและงานวิจัยจาก Think Tank ของ OECD ซึ่งมีความน่าเชื่อถือสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพื่อนำมาใช้วางแผนนโยบาย OECD โดยได้รับการยอมรับว่าเป็น " Think Tank ระดับโลก" หรือที่ปรึกษาเชิงนโยบาย เนื่องจากมีการทำงานร่วมกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสมาชิกและสำนักเลขาธิการ โดยโครงสร้างที่ทำหน้าที่เป็น Think Tank หลักประกอบด้วยส่วนสำคัญดังนี้:
  1. คณะกรรมการเฉพาะทาง (Committees)เป็นกลไกหลักที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากประเทศสมาชิกกว่า 300คณะทำงาน ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนข้อมูล ทบทวนนโยบาย (Peer Review)และกำหนดมาตรฐานร่วมกัน โดยแบ่งออกเป็นหลายสาขาหลัก เช่น
    • ด้านเศรษฐกิจและการเงิน: คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (EPC), คณะกรรมการการลงทุน
    • ด้านการค้าและเกษตร: คณะกรรมการการค้า, คณะกรรมการการเกษตรและประมง (COAG/COFI)
    • ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม: คณะกรรมการการศึกษา, คณะกรรมการการจ้างงาน, คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม
    • ด้านธรรมาภิบาลและนวัตกรรม: คณะกรรมการบริหารงานภาครัฐ, คณะกรรมการนโยบายดิจิทัลและเทคโนโลยี
  2. สำนักเลขาธิการ (Secretariat)
    • เป็นทีมงานประจำที่ตั้งอยู่ในกรุงปารีส ประกอบด้วยนักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์นโยบาย นักสถิติ และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มากกว่า 3,500 คน ทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและสถิติเปรียบเทียบ
    • จัดทำรายงานการวิเคราะห์และคำแนะนำเชิงนโยบาย (Evidence-based policymaking)
  3. ศูนย์ความรู้และหน่วยงานเฉพาะทาง (Specialised Centers)OECDมีหน่วยงานที่มุ่งเน้นการวิจัยเฉพาะเรื่อง เช่น:
    • ศูนย์พัฒนา (Development Centre): ศึกษาแนวทางการพัฒนาสำหรับประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก
    • หน่วยงานด้านภาษี: พัฒนามาตรฐานการเก็บภาษีระหว่างประเทศ (เช่น BEPS)

โครงสร้างเหล่านี้ทำงานสอดประสานกันเพื่อสร้างข้อมูล ข้อมูลเชิงสถิติ และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) สำหรับประเทศสมาชิก

  • การแลกเปลี่ยนประสบการณ์: ได้รับคำปรึกษาเชิงนโยบายจากผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อแก้ปัญหาความท้าทายใหม่ๆ เช่น สังคมสูงวัย และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

4. ประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและประชาชน

  • ขยายโอกาสทางการค้า: มาตรฐานด้านกฎระเบียบที่สอดคล้องกับสากลจะช่วยลดอุปสรรคทางการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนไทยในตลาดโลก
  • คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น: นโยบายที่มุ่งเน้นความเท่าเทียมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะส่งผลดีต่อการศึกษา สาธารณสุข และการจ้างงานในระยะยาว

          ประเทศไทยต้องปรับปรุงมาตรฐานและระเบียบปฏิบัติในหลายด้านเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) โดยเน้นไปที่การปฏิรูปโครงสร้างในมิติต่าง ๆ ซึ่งหัวข้อสำคัญที่ไทยต้องเร่งดำเนินการมีดังนี้:

1. การธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอร์รัปชัน

  • การต่อต้านการให้สินบน: ไทยต้องเข้าเป็นภาคีใน อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ (OECD Anti-Bribery Convention) และปรับปรุงกฎหมายเพื่อป้องกันการทุจริตในธุรกรรมระหว่างประเทศ.
  • หลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน: ต้องสร้างความมั่นใจว่าไทยยึดมั่นในหลักนิติธรรม ความโปร่งใส และสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นค่านิยมหลักของประเทศสมาชิก.

2. เศรษฐกิจและการแข่งขัน

  • นโยบายการแข่งขัน: ปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อลดการผูกขาดและส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาด รวมถึงกลุ่มทุนขนาดใหญ่และรัฐวิสาหกิจ.
  • สภาพแวดล้อมด้านการลงทุน: พัฒนามาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct) และปรับปรุงความยืดหยุ่นของกฎระเบียบเพื่อดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ.

3. ระบบภาษีและความโปร่งใสทางการเงิน

  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการเงิน: ต้องพัฒนาความโปร่งใสทางการเงินและป้องกันการไหลเวียนของเงินทุนผิดกฎหมายตามข้อตกลงของ OECD.
  • โครงสร้างภาษี: การขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และปรับลดการพึ่งพาภาษีทางอ้อม (เช่น VAT หรือภาษีสรรพสามิต) เพื่อสร้างระบบภาษีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น.

4. การพัฒนาทุนมนุษย์และสังคม

  • การศึกษาและทักษะแรงงาน: ยกระดับคุณภาพการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก.
  • ความเหลื่อมล้ำทางสังคม: มุ่งเน้นการสร้างสังคมที่มีส่วนร่วม (Social Inclusion) และรองรับสังคมสูงวัย.

5. สิ่งแวดล้อมและดิจิทัล

  • การเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition): ปรับปรุงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ.
  • นวัตกรรมและดิจิทัล: การกำกับดูแลเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้มีมาตรฐานสากล.

          นอกจากนี้ ไทยยังต้องปรับแก้กฎหมายอีกหลายฉบับผ่านกระบวนการ Technical Review โดยคณะกรรมาธิการเชี่ยวชาญ 25 คณะของ OECD เพื่อปิดช่องว่าง (Gap Analysis) ระหว่างมาตรฐานปัจจุบันกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้

          ตัวอย่างประเทศในเอเชียที่เป็นสมาชิกของ OECDยกตัวอย่าง เช่น ประเทศเกาหลีใต้ เกาหลีใต้เข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อย่างเป็นทางการเมื่อ เดือนธันวาคม ปี 1996 (พ.ศ. 2539) โดยนับเป็นสมาชิกลำดับที่ 29 ขององค์กร และเป็นประเทศที่ 5 จากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การเข้าเป็นสมาชิก OECD มีส่วนสำคัญในการผลักดันและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในหลายด้าน ดังนี้:

  • การยกระดับมาตรฐานนโยบาย: เกาหลีใต้ได้นำ "แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด" (Best Practices) ของ OECD มาปรับใช้ในหลายด้าน เช่น นโยบายการแข่งขัน การกำกับดูแลกิจการ และการบริหารจัดการภาครัฐ
  • การเปิดเสรีและการปฏิรูปตลาด: กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกบังคับให้เกาหลีใต้ต้องปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เช่น การเปิดเสรีทางการเงิน การเคลื่อนย้ายเงินทุน และการปรับปรุงสิทธิแรงงาน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
  • การสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน: สถานะสมาชิกช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ (Credibility) ในสายตาประชาคมโลกและนักลงทุนต่างชาติ เป็นการยืนยันว่าเกาหลีใต้จริงจังกับการเปิดตลาดและมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรม
  • การเข้าถึงข้อมูลและงานวิจัยเชิงลึก: สมาชิกสามารถเข้าถึงคลังข้อมูล สถิติ และผลการวิจัยทางนโยบายของ OECD เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างแม่นยำ
  • การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนระดับนโยบาย: เกาหลีใต้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับประเทศพัฒนาแล้วในประเด็นท้าทายใหม่ๆ เช่น นวัตกรรมเทคโนโลยี การศึกษา และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

          นับตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิก รายได้ต่อหัว (GDP per capita) ของเกาหลีใต้ได้ขยายตัวจนทัดเทียมกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD และก้าวขึ้นมาเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

Visitors: 626,965