Corn moisture weight adjustment
"มาตรฐานการหักน้ำหนักข้าวโพดคำนวณอย่างไร?" ที่ รมว.พณ.แจงสภา ราคาหน้าโรงงาน 12.85 บาท ตามสูตรต้อง 10.25 ส่วนต่าง 2.60 บาท คือ ต้นทุนหมู ไก่ ไข่ ต้องขาดทุนและแบกหนี้สินเพิ่ม...ให้ใคร?
โดย ที่ปรึกษาชมรมผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
30 มิถุนายน2569
นับจากวันร่วมแถลงข่าวของสมาพันธ์การปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 จนถึงปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามรายงานของสื่อสารองค์กร บมจ.ซีพีเอฟ ประเทศไทย รายสัปดาห์ยังคงทรงตัวอยู่ที่ 13.20 บาทต่อกิโลกรัม แม้เมื่อดูรายงาน ของสมาคมพ่อค้าข้าวโพดและพืชพันธุ์ไทย วันที่ 30 มิถุนายน 2569 แม้โรงงานอาหารสัตว์อื่นๆ ต่างย่อตัวลงมาต่ำกว่า 12.00 บาทต่อกิโลกรัมกันแล้ว ในขณะที่ราคาหน้าโรงงานอาหารสัตว์กลุ่มของ CPF จะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับ 13.00-13.20 บาท

|
วันที่ 30 มิถุนายน 2569 |
แต่เมื่อดูจากรายงานประจำวันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีความชื้น 30% วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะยืนระยะอยู่ที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม เช่นเดิม
ในช่วงปีที่แล้วการออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ที่ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2568 เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในประเทศ ประจำปี 2568/2569 มีการอ้างถึงประกาศกรมการค้าภายใน เรื่อง การกำหนดมาตรฐานการหักน้ำหนักเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีความชื้น ปี 2562โดยกำหนดให้รับซื้อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีความชื้น 30% ที่ราคา 7.05 บาทต่อกิโลกรัม และราคาความชื้นไม่เกิน 14.5% ให้รับซื้อไม่ต่ำ 9.80 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งการใช้ตารางดังกล่าวถ้าเริ่มต้นความชื้น 30% ที่ 7.05% จะได้ราคาหน้าโรงงานอาหารสัตว์ที่ความชื้นไม่เกิน 14.5 เปอร์เซ็นต์ที่ 9.0 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น


การออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับดังกล่าวเพื่อแก้ปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ซึ่งเป็นการกำหนดไม่ให้ซื้อต่ำกว่าราคาที่ประกาศ

แต่หลังจากนั้นสัปดาห์ที่ 52 ของปี 2568 ก็มีการขยับขึ้นราคาต่อเนื่องมาจนถึง 13.20 บาทในช่วงเดือนมิถุนายนปี 2569 ซึ่งไม่เป็นไปตามประกาศกรมการค้าภายในเรื่อง การกำหนดมาตรฐานการหักน้ำหนักเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีความชื้น ราคาปลายทางสูงเกินไปเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 30% ยังคงอยู่ประมาณ 8.03 สตางค์ ขณะที่ราคาหน้าโรงงานอาหารสัตว์ที่คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รายงานในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ 12.85 บาทต่อกิโลกรัม


การไม่คุมราคาหน้าโรงงานอาหารสัตว์ของผู้รวบรวม ที่แตกต่างจากราคาความชื้น 30% มากมาย เปิดช่องให้มีการทุจริตได้ โดยสภาพของระดับราคาปลายทางสูงเกินควรมีมาตลอดระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา
เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้น เพราะต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงขึ้นจะเป็นการสร้างภาระต้นทุนให้กับภาคปศุสัตว์ ในขณะที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์กลับมีลักษณะในการเข้าไปควบคุมราคาหน้าฟาร์มภาคปศุสัตว์ ในขณะที่ราคาเกินต้นทุนในทุกกลุ่มโดยเฉพาะสุกร กับ ข้ออ้างไม่ให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน ซึ่งขัดแย้งกับการปล่อยให้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงเกินควร เพราะถ้าประสงค์ในลักษณะข้ออ้างไม่ให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน ควรคุมต้นทุนการผลิตตั้งแต่การคุมวัสดุอาหารสัตว์ไม่ให้สูงเกินกว่าที่ประกาศกรมกำหนดไว้
ย้อนเวลากลับไปในช่วงก่อนออกประกาศกรมการค้าภาย เรื่อง ดังกล่าว มีการระดมความคิดจากทั้งกลุ่มของพ่อค้า สภาเกษตรกรแห่งชาติ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และนักวิชาการในสถาบันการศึกษาเข้าร่วมระดมความเห็นเพื่อออกมาตรการนี้เพื่อกำหนดราคาให้กับเกษตรกร ราคาหน้าโรงงานอาหารสัตว์ให้มีความยุติธรรม และสร้างแนวปฏิบัติที่เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน
ซึ่งมีการประกาศกรมฯ ขึ้นใช้ในปี 2561 และมีการปรับปรุงในปีถัดมาปี 2562 ที่ลงนามโดยคุณวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายในในขณะนั้น ถือว่าเป็นประกาศกรมการค้าภายในที่มีความยุติธรรม ซึ่งถ้ามีการใช้ร่วมกับมาตรการ 3 ต่อ 1 ของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตลอดห่วงโซ่จะได้รับความเป็นธรรมและไม่เกิดปัญหาการสร้างภาระให้กับกลุ่มอาหารสัตว์และภาคปศุสัตว์ ที่เป็นมาอย่างหนักหน่วงตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ในเรื่องของปัญหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีราคาสูง ซึ่งจะยังคงไม่กล่าวถึงราคากากถั่วเหลืองที่มีโครงสร้างที่บวก Margin เกินควร เช่นกัน
จะขอลงรายละเอียดเกี่ยวกับประกาศกรมการค้าภายใน เรื่อง การกำหนดมาตรฐานการหักน้ำหนักเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีความชื้นเพื่อให้สาธารณะได้รับรู้ว่าตารางที่กำหนดขึ้นมาคำนวณกันอย่างไร
เกณฑ์มาตรฐานและความชื้นสูงสุด
- ความชื้นมาตรฐาน: อยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 14.5เป็นระดับความชื้นที่ผู้รับซื้อจะจ่ายเงินตามน้ำหนักจริงเต็มจำนวนโดยไม่มีการหักลดน้ำหนักข้าวโพด
- ประกาศกรมการค้าภายใน เรื่อง การกำหนดมาตรฐานการหักลดน้ำหนักเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีความชื้น ปี 2562 กำหนดค่าความชื้นสูงสุดตามตารางไว้ที่ ไม่เกินร้อยละ 30.0โดยหักน้ำหนัก 217 กิโลกรัม
- ตัวอย่างการคำนวณ เช่น ราคาหน้าโรงงานอาหารสัตว์ความชื้นไม่เกิน 14.5% อยู่ที่ 9 บาทต่อกิโลกรัมกรณีความชื้น 30% จะถูกหักน้ำหนักที่ 217 กิโลกรัม หลังจากหักน้ำหนักแล้วจะเหลือที่ 783 กิโลกรัม เมื่อคุณได้ 9.0 และหารด้วย 1,000 ก็จะเป็นราคารับซื้อ ณ ความชื้น 30% ที่ 7.05 บาทต่อกิโลกรัม


เมื่ออ่านสาระสำคัญของประกาศกรมการค้าภายใน เรื่อง การกำหนดมาตรฐานการหักลดน้ำหนักข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีความชื้น ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการรับซื้อเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการทุกฝ่าย ทำให้นึกถึงมาตรการที่กำหนดให้ผู้นำเข้าต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ3 ส่วนจึงจะได้รับสิทธิ์นำเข้าข้าวสาลี1 ส่วนเป็นมาตรการที่ภาครัฐนำมาใช้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016) เพื่อเป็นมาตรการคุ้มครองและพยุงราคาข้าวโพดภายในประเทศ
ถ้าจะยังใช้มาตรการ 3 ต่อ 1 แล้วต่อด้วยการกำหนดราคาตามประกาศกรมการค้าภายใน เรื่อง การกำหนดมาตรฐานการหักลดน้ำหนักข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีความชื้น การใช้อำนาจตามกฎหมายจะมีความยุติธรรมที่สุดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ใช่ปล่อยให้ราคาค่อยขยับตั้งแต่ 9.80 บาท มา 12-13 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเวียดนามปี 2569 แม้มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยและมีความผันผวน โดยราคาซื้อขายในประเทศช่วงครึ่งปีแรกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6,000 – 7,000 ดองต่อกิโลกรัม (ประมาณ 8.60 – 10.00 บาทต่อกิโลกรัม) ขึ้นอยู่กับพื้นที่และความชื้นของเมล็ดพันธุ์ ซึ่งถ้าประเทศไทยมีการใช้กฎหมายรองที่มีความยุติธรรมควบคู่กันไป ก็จะได้ระดับราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ระดับเดียวกับเวียดนาม

การใช้ประกาศกระทรวงพาณิชย์มาบังคับซื้อราคาขั้นต่ำ แต่ไม่มีเพดานเวลาราคาขึ้น เป็นการทำให้ภาคปศุสัตว์ที่มีความเสี่ยงด้านราคาอยู่แล้ว ประสบปัญหาขาดทุนเป็นหนี้เป็นสิน โดยเฉพาะในกลุ่มสุกรที่เลิกเลี้ยงพร้อมภาระหนี้ไปเป็นจำนวนมาก สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการยื่นหนังสือกระทรวงพาณิชย์มาช่วยใช้มาตรการต่างๆ เพื่อช่วยพยุงราคา เมื่อ 18 ตุลาคม 2568 ก็ไม่มีเสียงตอบรับแต่อย่างใด

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไปตอบคำถามในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 11 มิถุนายน 2569 แล้วหยิบยกราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 30% อยู่ที่ 8.03 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หน้าโรงงานอาหารสัตว์ ความชื้นไม่เกิน 14.5 อยู่ที่ 12.85 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเมื่อกำหนดตามตารางของกรมการค้าภายในมันจะอยู่ที่ 10.25 บาทต่อกิโลกรัม
- ส่วนต่างที่ 2.60 บาทต่อกิโลกรัมคิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่ภาคอาหารสัตว์และปศุสัตว์ต้องจ่ายเพิ่มเฉลี่ย 65-73 ล้านบาทต่อวัน
- ถ้าคิดเป็นเดือนก็ 1,950 - 2,190 ล้านบาท
- ซึ่งถ้ายืนระยะไปจนถึง 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นระยะเวลาสิ้นสุดที่อนุญาตให้มีการนำเข้าข้าวโพด AFTA มูลค่าที่ภาคอาหารสัตว์และปศุสัตว์ต้องจ่ายเพิ่มที่เป็นทั้งผลขาดทุนและหนี้สินเพิ่มจะอยู่ที่ 5,850 - 6570 ล้านบาท
มาตรการรับซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน เพื่อแลกสิทธิ์นำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน ขัดต่อหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) ใน ความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (GATT 1994) อย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ดังนี้
- หลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment - Article III): โดยเฉพาะ Article III:4 ซึ่งระบุว่า สินค้าที่นำเข้ามาในประเทศจะต้องได้รับการปฏิบัติที่ไม่ด้อยกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศ มาตรการบังคับให้ซื้อข้าวโพดในประเทศก่อนจึงจะนำเข้าข้าวสาลีได้ ถือเป็นการสร้างเงื่อนไขที่เลือกปฏิบัติและกีดกันสินค้าข้าวสาลีนำเข้า
- การห้ามใช้มาตรการจำกัดปริมาณ (General Elimination of Quantitative Restrictions - Article XI): โดยเฉพาะ Article XI:1 ซึ่งห้ามมิให้ประเทศสมาชิกกำหนดข้อจำกัด หรือห้ามการนำเข้าหรือส่งออก (ด้วยโควตา ใบอนุญาต หรือมาตรการอื่นใด) นอกเหนือจากภาษีศุลกากร การกำหนดเงื่อนไขอัตราส่วนการซื้อสินค้าในประเทศเพื่อแลกโควตาการนำเข้า ถือเป็นการจำกัดปริมาณการนำเข้าโดยปริยาย

มีอีกหนึ่งประเด็นในเรื่องของการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากกลุ่มเขตการค้าเสรี AFTA ซึ่งมีต้นทุนนำเข้าที่ไม่สูงนัก แต่เมื่อเข้ามาประเทศไทยก็สามารถมาสวมสิทธิ์โครงสร้างราคาที่สูงเกินควรดังกล่าว ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สร้างผลประโยชน์อันมิควร ภาระการชำระราคาสุดท้ายที่สูงที่สุดในโลกตกกับภาคปศุสัตว์ เช่นกัน จึงมีความเป็นไปได้ว่าเป็นเหตุที่มาของการต่อต้านการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งแท้จริงน่าจะเป็นการแย่งชิงโอกาสส่วนต่างโครงสร้างราคาในประเทศจากการนำเข้าข้าวโพด AFTA มากกว่า โดยอ้างผลกระทบเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพด ทั้งๆ ที่ได้ราคาประกันตามประกาศกระทรวงพาณิชย์อยู่แล้ว
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำกับดูแลทั้งสินค้าสุกร และข้าวโพดให้ยุติธรรม เท่าเทียม เพื่อให้ตลอดห่วงโซ่ได้ดูแลกัน จัดการประโยชน์ส่วนรวมทั้งการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐ และ ข้าวโพด AFTA ไม่ให้เกิดต่อต้านกันไปมาเพื่อประโยชน์แอบแฝง