MOC Swine Updated
สมาคมผู้เลี้ยงสุกรอัปเดตพาณิชย์การค้าสุกรหลังสงกรานต์ ขยับอืดยังต่ำกว่าทุน ข้าวโพดไปต่อสูงสุด 11.40 บาทต่อกิโลกรัม แบบไร้การควบคุม ที่บ้านบึงวันนี้(23 เมษายน) ทั้งๆ พาณิชย์ให้อาหารสัตว์ประกันขั้นต่ำ 9.80 บาท
23 เมษายน 2569 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ อัพเดทสถานการณ์การผลิตการค้าสุกรในประเทศ ราคาหน้าฟาร์มขยับอืดยังต่ำกว่าทุน ข้าวโพดไปต่อสูงสุด 11.40 บาทต่อกิโลกรัม แบบไร้การควบคุมทั้งๆ ที่กระทรวงพาณิชย์ให้อาหารสัตว์ประกันขั้นต่ำ 9.80 บาทถึง 31 กรกฎาคม 2569
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นประธานการประชุมโดยได้เชิญผู้เข้าร่วมประชุมจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและผู้ประกอบการฟาร์มสุกรครบวงจร เพื่อร่วมให้ข้อมูลอัพเดทสถานการณ์การค้าสุกรหลังจากช่วงสงกรานต์เป็นต้นมา และขอให้คาดการณ์สภาวะราคาสุกรในช่วงอีก 2 สัปดาห์ที่จะมีการเปิดภาคเรียน

เจ้าหน้าที่จากกองเศรษฐกิจกรมปศุสัตว์ได้รายงานสภาวะตัวเลขเข้าฆ่าและส่งออกตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาโดยมีตัวเลขการเข้าฆ่าและต้องการส่งออกยังอยู่ในระดับสูง ประกอบไปด้วย



นายสัตวแพทย์เกียรติภูมิ พฤกษะวัน เลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ได้ให้รายละเอียดต่อที่ประชุมว่าตลาดการค้าเนื้อสุกรจะมีสัดส่วนการเคลื่อนไหวเป็นปกติในกลุ่มของห้างค้าส่งค้าปลีกที่ตั้งระดับราคาจำหน่ายปลีกอยู่ที่ระดับ 1.7 เท่าของราคาหน้าฟาร์ม จะหมุนเวียนช้าในกลุ่มการค้าหน้าเขียง ตลาดสด มีการตั้งราคาจำหน่ายปลีกที่ส่วนเนื้อแดงประมาณ 2 เท่าของต้นทุนหน้าฟาร์ม
ตลอดระยะเวลา 4 สัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เลี้ยงสุกรพยายามที่จะปรับราคาขึ้นเพื่อให้ก้าวข้ามต้นทุน แต่ก็ยังคงไม่สามารถที่จะก้าวข้ามต้นทุนที่ประเมินไว้ในขณะนี้อยู่ที่ 71-72 บาทต่อกิโลกรัม (อัพเดตต้นทุนตามราคาข้าวโพดหน้าโรงงานอาหารสัตว์ปัจจุบัน) ราคาสุกรหน้าฟาร์มปัจจุบันมีการค้าขายกันอยู่ที่ตั้งแต่ประมาณ 66-68 บาทต่อกิโลกรัมบ้าง 64-66 ต่อกิโลกรัมบ้าง โดยเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับการขายส่งออกนอกพื้นที่ หลังหักค่าขนส่งจะขายได้เพียง 62-64 บาท สำหรับราคาจำหน่ายปลีกสุกรส่วนเนื้อแดงอยู่ที่ประมาณ 119-120 บาทต่อกิโลกรัมในกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีก
ต้นทุนในกลุ่มวัตถุดิบพืชโปรตีนกากถั่วเหลืองมีการขยับตัวลงมาเล็กน้อย แต่ก็ถูกกดดันด้วยต้นทุนวัตถุดิบพืชพลังงาน โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีการขยับขึ้นต่อเนื่องในช่วงเดือนที่ผ่านมาโดยขึ้นอีกประมาณ 1.20-1.60 บาทต่อกิโลกรัม

ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีการดูแลราคาขั้นต่ำเป็นอย่างดีจากการประกาศของกระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ทำให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีการปกป้องราคาขั้นต่ำไว้ที่ 9.80 บาท แต่ปัจจุบันมีการขยับตัวแบบไม่มีการควบคุม โดยราคาวันนี้ (23 เมษายน 2569) มีราคาสูงสุดหน้าโรงงานอาหารสัตว์ที่บ้านบึงที่ 11.40 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งการขยับราคาอย่างรวดเร็วโดยไม่ควบคุมดังกล่าวจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสุกรสูงขึ้นไปอีกโดยประเมินจากราคาข้าวโพดที่เพิ่มขึ้นมาต้นทุนปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 71-72 บาทต่อกิโลกรัม
ผู้เข้าร่วมประชุมจากฟาร์มสุกรครบวงจร ประเมินสภาวะการค้าสุกรในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าเป็นช่วงก่อนเปิดเทอม มองว่าราคายังคงทรงตัวโดยมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น จึงขอให้กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ดูแลเรื่องต้นทุนการผลิตซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นตามที่ได้มีการอ้างอิงถึงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ขยับตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนที่ผ่านมา

ข้อสรุปผู้เข้าร่วมประชุมจากผู้เลี้ยงสุกรและสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ อยากให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามา
- ปรามผู้ค้าสุกรหน้าฟาร์ม ให้เข้าใจถึงสภาวะต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เพราะกระทรวงพาณิชย์มีเครือข่ายพาณิชย์จังหวัดอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งสามารถใช้อำนาจเชิงบริหารที่จะปรามผู้ค้าและแจ้งต้นทุนที่อัพเดทโดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
- กำกับดูแลห้างค้าส่งค้าปลีกไม่ให้กดราคารับซื้อ ทั้งๆ ที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติมีการอัพเดทต้นทุนการเลี้ยงให้ทุกไตรมาส ซึ่งในที่ประชุมวันนี้รายงานว่าห้างค้าปลีกมีการกดราคา มีคำถามว่ากระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร
- ในอดีตการทำงานของกรมการค้าภายใน จะมีการลงรายละเอียดไปถึงโรงเชือดและผู้ค้าหน้าฟาร์ม เป็นลักษณะของการใช้อำนาจเชิงบริหาร ที่อ้างอิงตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งสุกรและเนื้อสุกรเป็นสินค้าควบคุม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญทั้งการกำหนดราคาซื้อ ราคาขาย และเงื่อนไขทางการค้าอย่างเป็นธรรม ไม่สามารถอ้างแต่ผู้บริโภคได้ประโยชน์ ในขณะที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้เลี้ยงขาดทุนได้
ที่ผู้เลี้ยงสุกรหยิบยกประเด็นเรื่องการคุ้มครองราคาขั้นต่ำให้กับข้าวโพด แต่ละเลยในกรณีที่ข้าวโพดขึ้นขึ้นราคา เช่น ในปัจจุบัน เป็นการสะท้อนให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลกำกับสินค้าควบคุมให้เป็นในมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติเช่นเดียวกับกรมการค้าภายในอดีต ที่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโต มีการค้าที่เป็นธรรมในทุกชนิดของสินค้าและบริการ