ค่าการผสมพันธุ์และการใช้ประโยชน์ อ.ดร.ฉัตรชัย จันทร์สมบูรณ์ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ค่าการผสมพันธุ์และการใช้ประโยชน์

อ.ดร.ฉัตรชัย  จันทร์สมบูรณ์

ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร กำแพงแสน

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

        เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรหลายท่านคงเคยได้ยินคำว่า ค่าการผสมพันธุ์ หรือค่าทางพันธุกรรม หรือค่าความสามารถทางพันธุกรรม ทั้งหมดนี้มีความหมายเดียวกัน ก็คือค่าการผสมพันธุ์ (Expected Breeding Value ; ซึ่งต่อไปในบทความนี้ผมเรียกว่า “ค่าการผสมพันธุ์”) ซึ่งส่วนมากเกษตรกรในบ้านเรามักใช้สับสน และใช้กันอย่างไม่เข้าใจ ก่อนอื่นจึงควรทำความเข้าใจกับความหมายที่แท่จริงกันก่อน

        ค่าการผสมพันธุ์ เป็นค่าตัวเลขที่ถูกคำนวณจากกระบวนการวิธีการประมาณค่าทางคณิตศาสตร์ขั้นสูงที่จะประมาณค่าที่คำนวณได้จากค่าที่วัดค่าได้ง่าย ที่บ่งบอกถึงปริมาณของพันธุกรรมที่ดีหรือความสามารถทางพันธุกรรมของลักษณะที่สนใจที่มีอยู่ในสัตว์ตัวนั้น ความหมายก็คือพันธุกรรม (Genotype) ของลักษณะใดๆ ในตัวสัตว์ที่เราเลี้ยงอยู่นั้น ในความเป็นจริงไม่สามารถจะวัดค่าอะไรได้เลย มันอยู่ภายในตัวสัตว์ จับต้องไม่ได้ วัดค่าไม่ได้ แต่เราสามารถหาวิธีประมาณนี้ได้จากค่าอื่นที่วัดได้ ที่เรียกว่าค่าสังเกต หรือค่าสมรรถภาพการผลิตหรือค่าฟีโนไทป์ (Phenotype) ซึ่งค่าการผสมที่ประมาณได้นี้ถึงแม้จะไม่ใช่ค่าของพันธุกรรมที่ถูกต้อง 100% แต่ก็เป็นค่าที่ใกล้เคียงที่สุดที่จะนำไปใช้ได้ เนื่องจากในการคัดเลือกสัตว์ไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์นั้น เราไม่ได้ต้องการค่าที่ถูกต้อง 100% ในการเปรียบเทียบสัตว์ว่าสัตว์ตัวไหนมีพันธุกรรมดีกว่ากันเท่าไร เราต้องการแค่ความแตกต่างระหว่างสัตว์ที่นำมาเปรียบเทียบเท่านั้น ว่าตัวไหนมีค่าพันธุกรรมดีกว่ากันหรือมากกว่า คือไม่ได้ต้องการจะรู้ว่าดีกว่าเท่าไร หรือมากกว่ากันเท่าไร ซึ่งลักษณะของค่าการผสมพันธุ์นี้ จะเป็นค่าตัวเลขที่มีทั้งค่าบวกและค่าลบแกว่งตัวอยู่รอบๆ เลขศูนย์ (โดยเลขศูนย์นี้ความหมายที่แท้จริงก็คือ ค่าเฉลี่ยประชากร หรือค่าเฉลี่ยจากข้อมูลทั้งหมดที่ใช้ของค่าสังเกตของลักษณะที่สนใจ) เช่นสุกรตัวหนึ่งถูกเลือกมามีค่าการผสมพันธุ์ของลักษณะ ADG เท่ากับ +169 โดยมีค่าเฉลี่ยของลักษณะ ADG จากข้อมูลที่ใช้คำนวณทั้งหมดในฟาร์มหรือมีค่าเฉลี่ยประชากรเท่ากับ 860 กรัมต่อตัวต่อวัน ก็หมายความว่าสัตว์ตัวที่เลือกมานี้มีค่าความสามารถทางพันธุกรรมประมาณ 1,029 กรัมต่อตัวต่อวัน มากกว่าค่าเฉลี่ยประชากร และถ้าเลือกสัตว์มาอีกตัวหนึ่งที่มีค่าการผสมพันธุ์เท่ากับ +89 เมื่อเปรียบเทียบกับตัวแรกแล้ว หากต้องคัดเลือกสัตว์ก็คงต้องเลือกสัตว์ตัวแรกเก็บไว้

        แต่อย่างไรก็ตาม ผมต้องการชี้ให้เห็นว่าเราไม่ได้ต้องการทราบว่า สัตว์ตัวแรกมีค่าการผสมมากกว่าสัตว์ตัวที่สองเท่ากับ 80 แต่ต้องการทราบเพียงแค่ว่า สัตว์ตัวแรกมีค่าการผสมพันธุ์มากกว่าสัตว์ตัวที่สองเท่านั้น เพราะต้องอย่าลืมว่าค่าการผสมพันธุ์จากสัตว์ทั้ง 2 ไม่ใช่ค่าจริง แต่เป็นเพียงค่าประมาณที่เราจะใช้ประโยชน์ได้ เพียงแค่ดูแนวโน้มและทิศทางเท่านั้น สำหรับคุณลักษณะของค่าการผสมนั้นพิจารณาได้ว่าเป็นค่าประจำของสัตว์แต่ละตัว และเป็นค่าเฉพาะในแต่ละประชากร หมายความว่าถ้าสมมุติเราเก็บข้อมูลจากสัตว์ในฟาร์มของเรา 100 ตัว และนำมาคำนวณเพื่อประมาณค่าการผสมพันธุ์ของสัตว์เหล่านั้น เราจะได้ค่าการผสมพันธุ์ของสัตว์ 100 ตัวนั้นไม่เท่ากัน แต่ละตัวจะมีค่าการผสมพันธุ์ของตัวมันเอง บางตัวอาจจะเท่ากันแต่ทุกตัวจะไม่เท่ากัน และค่าการผสมพันธุ์จะเปลี่ยนไปเมื่อประชากรเปลี่ยนไป เพราะค่าการผสมพันธุ์เป็นค่าจำเพาะต่อประชากรใดประชากรหนึ่ง หมายความว่าหากเลือกสัตว์ตัวใดตัวหนึ่งในประชากรนี้ไปเป็นพ่อพันธุ์แล้วขายออกจากฟาร์มไปอยู่ฟาร์มอื่น ถ้าหากฟาร์มนั้นมีการประมาณค่าการผสมพันธุ์ขึ้นมาใหม่ ค่าการผสมพันธุ์ของพ่อตัวนั้นก็จะมีค่าแตกต่างไปจากเดิมทั้งๆ ที่เป็นสัตว์ตัวเดียวกัน สาเหตุก็เพราะว่าค่าการผสมพันธุ์เป็นเพียงค่าประมาณ ไม่ใช่ค่าที่แท้จริง จำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่เก็บมาจากประชากรที่มีอยู่จำนวนหนึ่งเพื่อเป็นฐานในการประมาณค่าหากคุณลักษณะของประชากรที่เก็บข้อมูลเปลี่ยนแปลงไป ก็จะทำให้ค่าการผสมพันธุ์ที่ประมาณได้แตกต่างไปจากเดิม โดยปกติค่าการผสมพันธุ์มักจะรายงานควบคู่กับค่าความแม่นยำ (Accuracy) โดยค่าความแม่นยำนี้ก็คือ ค่าสหสัมพันธ์ หรือค่าความสัมพันธ์ระหว่างค่าการผสมพันธุ์ที่ประมาณได้เทียบกับค่าจริงของสัตว์ตัวนั้นมีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์ ซึ่งค่าความแม่นยำของค่าการผสมพันธุ์นี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อมีข้อมูลที่นำมาใช้คำนวณค่าการผสมพันธุ์เพิ่มขึ้น

        นอกจากนี้ ค่าการผสมพันธุ์นี้จะมีค่าแตกต่างกันไปในแต่ละลักษณะที่สนใจนั่นคือ หากเราต้องการให้สัตว์ในฟาร์มของเรามีการพัฒนาในลักษณะที่สำคัญ ดังนี้ ให้สัตว์โตดี ใช้อาหารดี มันในซากน้อย เนื้อแดงมาก เราจำเป็นจะต้องคำนวณค่าการผสมพันธุ์ออกมาทั้งหมด 4 ชุดตามลักษณะต่างๆ ดังจะเห็นได้จากตารางในภาพ

 

        ภาพที่ 1 ค่าการผสมพันธุ์ในลักษณะต่างๆ ของพ่อสุกรในภาพ

 

 

 

        จากภาพจะเห็นบางลักษณะที่ค่าติดลบ สำหรับค่าการผสมพันธุ์ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าจะมีทั้งค่าบวกและค่าลบ ก็ไม่ได้หมายความว่าค่าลบจะไม่ดีเสมอไป สำหรับการพิจารณาการใช้ประโยชน์จากค่าการผสมพันธุ์นั้นจำเป็นต้องมีความสอดคล้องกับคุณสมบัติของลักษณะที่สนใจด้วย คือหากว่าลักษณะใดที่เราสนใจปรับปรุงให้ดีขึ้น มีค่ามากแล้วจะยิ่งดี แบบนี้ควรพิจารณาสัตว์ที่มีค่าการผสมพันธุ์เป็นค่าบวกมากๆ ตรงกันข้ามหากลักษณะใดมีค่าน้อยแล้วยิ่งดี ก็ต้องพิจารณาสัตว์ที่มีค่าการผสมพันธุ์ติดลบ นอกจากนี้ เกษตรกรบางคนมักจะสับสนว่าค่าการผสมพันธุ์มีหน่วยหรือไม่ คำตอบคือมีหน่วยตามลักษณะที่สนใจนั้นๆ เช่น หน่วยของค่าการผสมพันธุ์ของลักษณะไขมันสันหลังจะมีหน่วยเป็นนิ้วตามหน่วยของการวัดไขมันสันหลัง

        เกษตรกรในประเทศไทย จำนวนมากมักจะสับสนระหว่างค่าการผสมพันธุ์กับค่าดัชนีคัดเลือก (Selection index) เนื่องจากอาจจะได้รับข้อมูลไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน เช่น แหล่งที่ขายหรือประมูลสุกรพ่อแม่พันธุ์บางแห่งได้นำสุกรพ่อแม่พันธุ์ออกแสดงให้เกษตรกรเลือกซื้อ โดยให้เดินดูตัวสุกรจริงๆ และรายงานตัวเลขค่าหนึ่งของสุกรแต่ละตัวเอาไว้ และได้ประกาศว่าค่าตัวเลขนั้นคือค่าการผสมพันธุ์ที่ความจริงอาจจะเป็นค่าดัชนีคัดเลือกของฟาร์มที่ขายสุกรตัวนั้น ซึ่งค่าดัชนีคัดเลือกนี้เป็นค่าตัวเลขที่เกิดจากการคำนวณโดยพิจารณาหลายลักษณะเข้าร่วมคำนวณพร้อมกัน และได้ค่าออกมาเป็นค่าตัวเลขตัวหนึ่งที่แตกต่างจากค่าการผสมพันธุ์ที่จะเป็นค่าตัวเลขอีกตัวหนึ่งที่จะอธิบายได้แค่หนึ่งลักษณะเท่านั้น ถ้าหากเป็นแบบนี้เท่ากับว่าเกษตรกรได้รับข้อมูลไม่ถูกต้อง และจากตัวอย่างนี้ที่มีการรายงานเพียงตัวเลขค่าเดียว ไม่มีการรายงานค่าความแม่นยำควบคู่กัน ทำให้ตีความได้ว่าตัวเลขนั้นไม่ใช่ค่าการผสมพันธุ์ แบบนี้เรียกว่าได้ข้อมูลครบ

        การใช้ประโยชน์ค่าการผสมพันธุ์นั้นมักใช้ในการคัดเลือกสัตว์พ่อแม่พันธุ์ โดยพิจารณาจากค่าการผสมพันธุ์ของสัตว์ที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นการคัดเลือกพันธุ์แบบใช้ข้อมูลทางพันธุกรรม (Genetic selection) ที่จะมีความแม่นยำในการคัดเลือกดีกว่าการคัดเลือกสัตว์โดยใช้เพียงข้อมูลของค่าสังเกต (Phenotypic selection) เท่านั้น อย่างไรก็ดี อาจใช้ค่าการผสมพันธุ์สำหรับการคัดเลือกสัตว์พ่อแม่พันธุ์ที่พิจารณาคัดเลือกเพียงลักษณะเดียว หรือคัดเลือกพร้อมๆ กันหลายลักษณะก็ย่อมทำได้

        การคัดเลือกเพียงลักษณะเดียวที่สนใจโดยใช้การผสมพันธุ์เป็นตัวตัดสิน คัดเลือกทำได้ง่ายและไม่ซับซ้อน โดยการนำเอาค่าการผสมพันธุ์ของสัตว์แต่ละตัวมาเปรียบเทียบกับแล้วคัดเลือกเก็บสัตว์ที่มีค่าการผสมพันธุ์ที่ดีกว่าเก็บไว้ไม่จำเป็นต้องเลือกสัตว์เก็บไว้เพียงตัวเดียว อาจเลือกสัตว์พ่อแม่พันธุ์ไว้หลายตัวก็ได้ โดยสัตว์กลุ่มที่เลือกเก็บไว้ควรจะมีค่าการผสมพันธุ์ที่ดีกว่าสัตว์ตัวอื่นๆ ในฝูง สิ่งที่ต้องระวังสำหรับการคัดเลือกสัตว์ที่มุ่งเน้นเพียงลักษณะเดียว ก็คือลักษณะที่ต้องการปรับปรุงนั้นต้องไม่มีความสัมพันธ์กับลักษณะอื่นๆ ที่สำคัญเพราะถ้าเป็นเช่นนั้นสัตว์พ่อแม่พันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือกอาจจะมีลักษณะที่สนใจดีเลิศ แต่ความเป็นจริงลักษณะการเจริญเติบโตที่ดีมักจะสัมพันธ์กับลักษณะไขมันในซากที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น หากเราพิจารณาเพียงแต่ลักษณะการเจริญเติบโตเพียงอย่างเดียวก็จะมีโอกาสทำให้สุกรในฟาร์มของเรามีไขมันในซากสูงขึ้นได้

        สำหรับการคัดเลือกสัตว์พ่อแม่พันธุ์โดยการพิจารณาค่าการผสมพันธุ์พร้อมกันหลายลักษณะ สามารถทำได้แต่ต้องเริ่มทำตั้งแต่กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล ในการประมาณค่าการผสมพันธุ์ คือต้องนำข้อมูลเข้าวิเคราะห์พร้อมกันหลายลักษณะ (Multi-trait analysis) และหลังจากได้ค่าการผสมพันธุ์ของแต่ละลักษณะออกมาแล้ว อาจใช้วิธีปรับปรุงพันธุกรรมหลายลักษณะพร้อมๆ กันที่ทราบกันดีเข้ามาใช้ก็ได้ ได้แก่ วิธีคัดเลือกให้สำเร็จทีละลักษณะ (Tandem selection) วิธีการกำหนดมาตรฐานการคัดทิ้งหรือคัดเก็บแบบอิสระในแต่ละลักษณะ (independent culling selection) และการใช้ดัชนีคัดเลือกโดยใช้ค่าการผสมพันธุ์ (EBV selection index) ในรายละเอียดของวิธีการเหล่านี้จะแตกต่างกันในแต่ละเทคนิคของแต่ละคน และจะบอกว่าวิธีใดดีที่สุดนั้นบอกได้ยาก เพราะแต่ละวิธีมีจุดดีและด้อยอยู่ ดังนั้น ในบทความนี้จะขอยกตัวอย่างการใช้ประโยชน์ค่าการผสมพันธุ์ในการคัดเลือก หลายลักษณะพร้อมกัน ในวิธีกำหนดสัตว์ตัวที่ดีคัดเก็บไว้แบบอิสระในแต่ละลักษณะ (independent culling selection) พอฟังชื่อหลายท่านอาจะถึงกับถอดใจว่าในตอนที่ใช้ข้อมูลค่าสังเกต เอามาปรับปรุงลักษณะนั้นใช้เวลานานมาก และหากคัดเลือกไปลักษณะหนึ่งอาจส่งผลต่ออีกลักษณะหนึ่งได้ แต่การคัดเลือกด้วยค่าการผสมพันธุ์ที่ผ่านการวิเคราะห์แบบหลายลักษณะพร้อมกัน (Multi-trait analysis) นั้นค่าการผสมพันธุ์ที่ประมาณค่าได้จะค่อนข้างบริสุทธิ์ (Purified) กว่าการพิจารณาวิเคราะห์แบบลักษณะเดี่ยว (Single-trait analysis) และค่าการผสมพันธุ์ที่ได้จะออกมาให้พร้อมกัน ทำให้การคัดเลือกทำได้ง่ายในหลายลักษณะพร้อมกันกล่าวคือ การคัดเลือกสัตว์พ่อแม่พันธุ์ให้พิจารณาสุกรที่มีค่าการผสมพันธุ์ที่ดีของแต่ละลักษณะเก็บไว้ซึ่งอาจจะเป็นสัตว์คนละตัวกันก็ได้ ไม่ต้องเป็นสัตว์ชุดเดียวกัน เอาตัวที่มีค่าการผสมพันธุ์ที่ดีที่สุดในแต่ละลักษณะเท่านั้น และเรียงลำดับสุกรที่มีค่าการผสมพันธุ์ที่ดีในแต่ละลักษณะจากมากไปน้อยทำจนครบทุกลักษณะที่ต้องการ จากนั้นให้มาหาสุกรตัวที่มีลำดับของค่าการผสมพันธุ์ที่ดีในแต่ละลักษณะที่มากที่สุดเก็บไว้ หรืออาจจะให้เป็นคะแนน (ตัวที่มีค่าการผสมพันธุ์ที่ดีให้คะแนนมาก ตัวที่มีค่าการผสมพันธุ์ที่ไม่ดีได้คะแนนน้อย) แล้วพิจารณารวมคะแนนสัตว์แต่ละตัวในทุกลักษณะที่มันทำได้ ดังตัวอย่าง

        จากตารางที่ 1 คัดเลือกสัตว์ตัวที่มีค่าการผสมพันธุ์ที่ดีที่สุดในแต่ละลักษณะจำนวน 5 ตัว (สมมุติ) ซึ่งสัตว์ที่เลือกอาจจะมีค่าการผสมพันธุ์ดีในลักษณะหนึ่งแต่ในอีกลักษณะหนึ่งไม่ดีก็ได้ จากนั้นคูณอันดับสัตว์ตัวที่มีการผสมพันธุ์สูงสุด คูณด้วย 5 และเรียงลดลงไปเรื่อยตามลำดับ ทำในทุกลักษณะในตารางที่ 2 เป็นการรวมคะแนนของสัตว์แต่ละตัวที่มีค่าการผสมพันธุ์ที่ดีใน แต่ละลักษณะ เพื่อใช้ตัดสินใจเลือกว่าจะเก็บสัตว์ตัวใดในตัวอย่างนี้ เราอาจจะเลือกสัตว์ A C D G เก็บไว้เป็นสัตว์พ่อแม่พันธุ์ก็ได้

  

ที่มา : สาส์นไก่&สุกร ปีที่ 14 ฉบับที่ 154 เดือนมีนาคน 2559 (หน้า 114-117)

Visitors: 76,856